
ของขวัญปีใหม่ต้องให้พอดี
ของขวัญปีใหม่ต้องให้พอดี : บทบรรณาธิการประจำวันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม 2558
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบให้นำรายจ่ายจากการซื้อสินค้าและบริการระหว่างวันที่ 25-31 ธันวาคมนี้ ขอลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 15,000 บาท ตามนโยบายของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่ต้องการจะให้เป็นของขวัญปีใหม่แก่ประชาชน เป้าหมายเพื่อดึงดูดให้เกิดการจับจ่ายใช้สอยในประเทศให้มากขึ้น ซึ่งกรมสรรพากรจะออกมาตรการให้มีผลบังคับใช้ต่อไป โดยก่อนหน้านี้ รัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยกำหนดให้นำรายจ่ายที่ใช้เป็นค่าบริการให้แก่ผู้ประกอบการท่องเที่ยว หรือค่าโรงแรมในประเทศตามจำนวนที่จ่ายจริงไม่เกิน 15,000 บาท ระหว่างวันที่ 16-31 ธันวาคมคำนวณลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน รวมสองมาตรการเป็นวงเงินลดหย่อนภาษี 30,000 บาท
มาตรการทางภาษีดังกล่าวมานี้ เป็นหนึ่งในหลายๆ เครื่องมือที่รัฐบาลพยายาม นำมาใช้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเมื่อเล็งเห็นว่า การจับจ่ายใข้สอยหรือการบริโภคขณะนี้ชะลอตัว ผู้บริโภคขาดความเชื่อมั่นที่จะใช้เงิน กระนั้นในเวลาเดียวกัน ผู้ประกอบการสินค้าอุปโภคบริโภครวมทั้งภาคบริการก็ย่อมจะได้รับอานิสงส์ไปในคราวเดียวกัน ซึ่งก็จะช่วยให้ภาวะเศรษฐกิจเกิดการไหลเวียนตามระบบคล่องมากขึ้น หากแต่สิ่งที่ยังต้องคอยดูกันต่อไปก็คือ กำลังซื้อของประชาชนที่เหือดแห้งลง เนื่องมาจากภาวะเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบแบบลูกโซ่ สืบเนื่องมาจากการส่งออกที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง การเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐที่มีเงินค้างท่อจำนวนมาก และราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ ฯลฯ
แม้รัฐบาลจะพยายามยืนยันหลายครั้งแล้วว่า นโยบายประชารัฐมีความแตกต่างกับประชานิยมมองรัฐบาลชุดก่อนๆ เป็นเพราะว่าเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยไม่ได้หวังคะแนนเสียงตอบแทนกลับมา แต่ก็ต้องยอมรับว่า ทั้งการอัดฉีดเงินสู่ท้องถิ่น เช่น โครงการกองทุนหมู่บ้าน เงินตำบล จนมาถึงการกระตุ้นการจับจ่ายของประชาชนด้วยมาตรการทางภาษี ล้วนเป็นมาตรการระยะสั้น ถ้าจะได้ผลจริงก็เป็นเรื่องเฉพาะหน้าเท่านั้น และหากพิจารณาประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจริงๆ แล้ว ก็อาจจะไม่คุ้มกับเงินที่ลงไป โดยเฉพาะเมื่อการบริโภคนั้นเป็นเรื่องเกินความจำเป็น หรือเข้าข่ายฟุ่มเฟือยมากกว่าจะเป็นการจับจ่ายเพื่อการยังชีพ หรือ ต่อยอดไปถึงปัจจัยการผลิต
พล.อ.ประยุทธ์ อยู่ฐานะที่นำความเปลี่ยนแปลงมาสู่สังคมไทยนับตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ซึ่งห้วงเวลาต่อจากนั้น สังคมให้ความคาดหวังว่า ผู้นำจากกองทัพผู้นี้จะสามารถนำพาสังคมไทยก้าวข้ามความขัดแย้งและวิกฤติสารพัดรูปแบบ หากแต่ปัญหาการเมืองที่หมักหมมมาเป็นเวลาช้านาน บวกกับภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นภาระหนักที่จะต้องใช้เวลาในการแก้ไขคลี่คลาย ในสถานการณ์เช่นนี้ นโยบายรัฐบาลที่เรียกว่า คืนความสุขให้ประชาชน แม้มีความจำเป็นอยู่บ้าง แต่รัฐบาล ที่ประกาศตนว่าไม่ได้หวังคะแนนเสียงใดๆ จากประชาชนก็ต้องเลือกใช้แนวทางที่สอดคล้องกับปรัชญาที่พล.อ.ประยุทธ์ยึดมั่นอยู่เสมอ นั่นก็คือว่า ความพอเพียงและยั่งยืน หมายถึง ทุกมาตรการที่รัฐบาลใช้เม็ดเงินเป็นเครื่องมือ ควรจะต้องตั้งมั่นอยู่บนความสมเหตุสมผล ไม่เกินเลยไปเป็นประชานิยมสุดโต่ง อันเป็นบ่อเพาะบ่มระบบอุปถัมภ์



