คอลัมนิสต์

4จี...หักปากกาเซียน?

4จี...หักปากกาเซียน?

25 ธ.ค. 2558

4จี...หักปากกาเซียน? : กระดานความคิด น้ำเชี่ยว บูรพา

             ล็อกถล่ม หักปากกาเซียนกันไปตามๆ กัน! กับผลการประมูล 4 จีบนคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ ที่สิ้นสุดลงไปกลางดึกวันที่ 18 ธันวาคม ที่ผ่านมา หลังจากบริษัทสื่อสาร 4 รายที่เข้าร่วมชิงดำขับเคี่ยวกันมาราธอน 4 วัน 3 คืนเต็มๆ จากสายของวันที่ 15 ธันวาคม จนล่วงเข้าสู่กลางดึกวันที่ 18 และเช้าตรู่ของวันที่ 19 ธันวาคม ถึงรู้ผลแพ้ชนะ รวมเบ็ดเสร็จใช้เวลาขับเคี่ยวกันไป 199 รอบ 88 ชั่วโมง เรียกได้ว่าสู้กันถึงชั้นฎีกาจริงๆ

             ผลการประมูลที่ได้ พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ รองประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในฐานะประธานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) แถลงต่อสื่อมวลชนนั้นปรากฏว่า จากมูลค่าคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ ที่ กสทช.ตั้งไว้ที่ 16,080 ล้านบาทต่อใบอนญาตนั้น ประมูลกันเลือดสาดไปถึง 75,654 ล้านบาท สำหรับคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ ในชุดที่ 1 และ 76,298 ล้านบาท ในชุดที่ 2 รวมเม็ดเงินที่ได้จากการประมูลครั้งนี้กระฉูดไปถึง 151,952 ล้านบาท ทุบสถิติโลกไปแล้ว

             ทำเอาบิ๊ก กสทช.หน้าบานไปตามๆ กัน แม้แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังเอ่ยปากชื่นชมว่า “เป็นการประมูลเพื่อชาติจริงๆ”

             เพราะคลื่นความถี่ที่เป็น “อากาศธาตุ” แท้ๆ ที่รัฐบาลเคยให้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจอย่างบริษัททีโอที และ กสท โทรคมนาคมใช้กันมาแต่ไหนแต่ไร วันนี้กลับสามารถนำมาประมูลสร้างรายได้เข้ารัฐได้นับแสนล้านบาทได้

             แต่ที่ทำเอานักวิชาการ นักวิเคราะห์ในแวดวงสื่อสารโทรคมนาคมหน้าแหกไปตามๆ กัน ก็เห็นจะเป็นผลประมูลที่ออกมาที่ “หักปากกาเซียน” ทุกสำนัก แม้แต่ตัวเลขาธิการ กสทช.อย่าง นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ ที่เคยทำนายทายทักใครจะชนะประมูลแบบ “นอนมา” ก็ยังวืดไปด้วย เพราะเอาเข้าจริง “เต็งหาม” อย่างเอไอเอสและดีแทคที่ใครต่อใครก็ฟันธงว่ายังไงซะก็ต้องได้ โดยเฉพาะ “เอไอเอส” ที่เป็นเจ้าของคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ เดิม ผลประมูลที่ออกมากลับ “พลิกล็อก” ช็อกไปทั้งวงการ

             ผู้ชนะประมูลกลับกลายเป็นผู้เล่น “หน้าใหม่” อย่าง “แจส โมบาย บรอดแบนด์” ในเครือจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล กับ “ทรูมูฟ เอช” ที่ใครต่อใครก็มองว่าคงไม่คิดจะกวาดคลื่น 4 จีคลื่นนี้อีกเพราะของเก่าในมือมีอยู่อย่างเหลือเฟือ

             นักวิเคราะห์พากันพิศวงงงงวยและตั้งคำถามเกิดอะไรขึ้นกับการประมูล 4 จี ครั้งนี้กันแน่? เหตุใด 2 ค่ายยักษ์สื่อสารถึงได้ถอดใจยกธง

             บ้างก็ว่าตลาดมือถือจากนี้ไปคงระอุแดด จากผู้เล่นหน้าใหม่ที่กลายมาเป็น “แจ็กผู้ฆ่ายักษ์”

             แต่หลังจากได้อ่านแถลงการณ์ของยักษ์สื่อสาร “เอไอเอส” ที่ออกมาเผยเบื้องหลังก็ถึงบางอ้อ มูลเหตุที่เอไอเอสไม่ลุยเคาะราคาบ้าระห่ำต่อไปนั้น เนื่องจากก่อนจะเข้าร่วมประมูล เอไอเอสได้ศึกษาเพื่อกำหนดราคาประมูลที่เหมาะสมทางธุรกิจมาอย่างรอบด้านแล้วว่าควรเป็นเท่าไร รวมทั้งได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษามาร่วมคาดการณ์ถึงผลลัพธ์และความเป็นไปได้ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น ทั้งในกรณีที่เอไอเอสชนะการประมูล หรือหากคู่แข่งชนะการประมูล ซึ่งเมื่อราคาการประมูลขึ้นไปสูงเกินกว่าราคาที่ “เหมาะสม” ในการดำเนินธุรกิจ จึงตัดสินใจไม่เคาะราคาต่อ

             อีกทั้งเอไอเอสเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ที่มีผู้ถือหุ้นและนักลงทุนเป็นจำนวนมากที่เข้ามาลงทุน ดังนั้น การวางแผนในการดำเนินธุรกิจจึงต้องมีความรอบคอบ และในอนาคตยังจะมีการประมูลคลื่นความถี่อื่นๆ อาทิ คลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ ในอีก 3 ปีข้างหน้า และความถี่ 2300 เมกะเฮิรตซ์/2600 เมกะเฮิรตซ์ และที่มีปริมาณ Bandwidth อีกมาก

             เรื่องอย่างนี้ต้อง “มองข้ามช็อต” ไป 3-4 ปีข้างหน้า ในช่วงที่ทั้ง 2 ค่ายมือถือคือ “แจส โมบาย-ทรูมูฟ” ยังต้องวิ่งหาเม็ดเงินกว่า 75,000-76,000 ล้านบาท มาจ่ายค่าธรรมเนียมใบอนุญาตแก่ กสทช.แม้ว่าเกณฑ์การจ่ายค่าธรรมเนียมจะกำหนดเอาไว้ไม่สูงนักในปีแรก-ถึงปีที่ 3

             โดยปีแรกจ่ายแค่ 8,000 ล้านบาท ปีที่ 2 และ 3 จ่ายอีกแค่ปีละ 4,000 ล้านบาท แต่ในปีสุดท้ายคือปีที่ 4 (ปี 2562) นั้นทั้ง 2 ค่ายจะต้องหาเม็ดเงินอีกไม่ต่ำกว่ารายละ 6 หมื่นล้านบาท ยิ่งในส่วนของทรูมูฟนั้น ค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายแก่รัฐในระยะ 3-4 ปีข้างหน้านี้ปาเข้าไปกว่า 1.1 แสนล้านบาทด้วยซ้ำ

             ตรงนี้แหละคือจุดที่อาจทำให้ 2 บริษัทสื่อสารที่กำลังบอกว่าเป็น “แจ็กผู้ฆ่ายักษ์” ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า เป็นของแท้หรือเปล่า

             เพราะในช่วง 3 ปีข้างหน้า คือปี 2562 กสทช.ยังมีแผนจะต้องนำคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ อีก 45 เมกะเฮิรตซ์ และ 850 เมกะเฮิรตซ์ ที่ดีแทคถือครองอยู่ซึ่งจะสิ้นสุดสัมปทานลงในปี 2562 ออกมาประมูล ถึงเวลานั้นความได้เปรียบในเกมการประมูลจะเปลี่ยนไปในทันที และเป็นคำถามว่า 2 บริษัทสื่อสารที่ทุ่มทุนประมูลครั้งนี้ จะเข้าร่วมแข่งขันคราวหน้าได้อีกหรือไม่

             ดูเหมือนว่า คู่แข่งในวันนี้ยอม “อดเปรี้ยวไว้กินหวาน” กันเสียแล้ว