
เขาชื่อ'รณยุทธ์'
เขาชื่อ'รณยุทธ์' : มนุษย์สองหน้า บายไลน์ แคน สาริกา
ชื่นมื่นกันไปถ้วนทั่ว สำหรับการพบกันของผู้นำสองประเทศ มีภาพกอดกันตัวกลมเป็นของแถม ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมามากมาย
การเดินทางมาเยือนไทยของ สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ในครั้งนี้ ไม่ได้มาแค่รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีบางคน หากแต่มีการยกทัพ “นักธุรกิจชาวกัมพูชา” มาเป็นร้อยชีวิต เพื่อร่วมงาน “Thailand - Cambodia Business Forum” ณ ห้องนภาลัยบอลรูม โรงแรมดุสิตธานี
ตัวละครหลังม่านฟอรั่มนี้ คือ พล.อ.วิชิต ยาทิพย์ ประธานสมาคมมิตรภาพไทย-กัมพูชา ที่ได้ประสานกับทีมงานของ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี จัดงานดังกล่าวขึ้นมา เพื่อเปิดโอกาสให้นักธุรกิจของ 2 ประเทศได้มีโอกาสได้พบปะพูดคุยกัน
พล.อ.วิชิต ยาทิพย์ อดีตรองผู้บัญชาการทหารบก เพิ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานสมาคมมิตรภาพไทย-กัมพูชา เมื่อปลายปีที่แล้ว
ตอนที่มีข่าวกระทรวงการต่างประเทศตั้ง “พล.อ.วิชิต” เป็นประธานสมาคมมิตรภาพไทย-กัมพูชา คอลัมนิสต์ที่คุุ้นเคยกับนายทหารอาวุโสคนนี้ ก็บอกว่า เป็นเรื่อง “วางคนที่เหมาะกับงาน” เนื่องจาก พล.อ.วิชิต
เป็นผู้มากมิตรในกัมพูชา โดยเฉพาะผู้นำระดับของกัมพูชาจะให้ความเกรงใจอย่างสูงยิ่ง
ว่ากันว่า หากมีเรื่องที่จะต้องอาศัยความสัมพันธ์ฉันเพื่อนแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับทางกัมพูชา เป็นต้องใช้บริการของ พล.อ.วิชิต อยู่เป็นประจำ
พล.อ.วิชิต เป็นลูกชาวสวนอยู่แถวบางขุนนนท์ เรียนจบมัธยมจากโรงเรียนวัดสุวรรณาราม ได้สอบเข้านายสิบทหารบก เสียเวลาอยู่ 3 ปี จึงสอบเข้าเตรียมทหารรุ่น 9 มีเพื่อนร่วมรุ่น เช่น ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์, พล.อ.จงศักดิ์ พานิชกุล, พล.อ.สุรพันธ์ พุ่มแก้ว, พล.อ.มนตรี สังขทรัพย์ ฯลฯ
จบโรงเรียนนายร้อย จปร.ปี 2516 เหล่าทหารราบ เข้าประจำการที่กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 พัน.2 รอ.) และออกสู่สมรภูมิรบเขาค้อ พอปลายปี 2517 สมัครเข้าทำงานในศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก (ศปก.ทบ.) ส่วนโครงการ 315 โดยมี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ หัวหน้า ศปก.ทบ.315 (สมัยที่ครองยศ “พันเอก”)
พล.อ.วิชิต ขณะที่มียศ “ร้อยโท” ได้ปฏิบัติการราชการพิเศษใน “โครงการ 315” แนวชายแดนไทย-กัมพูชา ราวปี 2518 และได้พบกับ “พลพรรคไทยเกาะกง” ที่หนีตายมาจากการตามล้างเผ่าพันธุ์ของเขมรแดง จึงเข้าช่วยเหลือ พร้อมกับฟื้นฟูกำลังรบใหม่
เวลานั้น พล.อ.วิชิตใช้นามแฝงว่า “รณยุทธ์” ทำการฝึกรบให้แก่ “พลพรรคไทยเกาะกง” จากวันแรกที่มีกำลัง 12 คน ปืน 8 กระบอก ก็มีกำลังเพิ่มขึ้นเป็น 500-600 คน
พลพรรคไทยเกาะกง นำโดย “เตีย บัน” ที่ยังไม่ใช่นายพล และมีตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ควบรัฐมนตรีกลาโหมเช่นในวันนี้
ก่อนอื่น ต้องเข้าใจสภาพ “แนวร่วม” โค่นระบอบเขมรแดงเมื่อปี 2522 ไม่ได้มีแต่ “กลุ่มเฮงสำริน-ฮุนเซน” เท่านั้น หากแต่ยังรวมถึง “พลพรรคไทยเกาะกง” และอีก 3-4 กลุ่มที่แอบรวบรวมไพร่พลไว้ต้านเขมรแดง
จากนั้น “แนวร่วมสามัคคีประชาชาติกู้ชาติกัมพูชา” จึงเจรจากับกองทัพเวียดนาม ประสานกำลังบุกยึดพนมเปญในท้ายที่สุด
เมื่อกลุ่มเฮงสำริน-ฮุนเซน ได้สถาปนาสาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา และ “พล.อ.เตีย บัน” ได้ตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหม ก็ไม่เคยลืมคนไทย 2 คน คือ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ กับ พล.อ.วิชิต ยาทิพย์ ซึ่งช่วยเหลือเกื้อกูลมาครั้งที่ยังยากลำบากอยู่
พล.อ.เตีย บัน เคยให้สัมภาษณ์สื่อไทยว่า “รู้จักกับพี่วิชิตใหม่ๆ ในปี 2518 โดยรู้จักในนามรณยุทธ์ เมื่อเขมรแดงยึดพนมเปญได้ พวกผมถูกขับไล่ออกมาอยู่ชายแดน สมัยอยู่ในป่า พี่วิชิตก็ไปกับลุงจิ๋ว เอาข้าวของไปเยี่ยมพวกผมถึงในป่า”
สำหรับความสัมพันธ์ในปัจจุบัน พล.อ.เตีย บัน ย้ำว่า “ทุกคนตั้งแต่ระดับสูงสุดลงมาถึงระดับสามัญ พี่วิชิตพูดได้หมด”
อีกบทบาทหนึ่งของ พล.อ.วิชิต คือ การร่วมก่อตั้ง “สมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน” โดย พล.อ.ชวลิต ดำรงตำแหน่งเป็นนายกสมาคมคนแรก และพล.อ.วิชิต เป็นนายกสมาคมคนที่ 3
ทุกวันนี้ พล.อ.วิชิตยังทำงานร่วมกันกับ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ สมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน คนที่ 2
แม้จะไม่มีบทบาททางการเมืองมานานแล้ว แต่วันที่น้องๆ ยึดอำนาจ พล.อ.วิชิตก็ได้รับการแต่งตั้งสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และเป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)
ที่สำคัญ พล.อ.วิชิตยังเป็นผู้ทำงานเบื้องหลังฉาก “สมเด็จฮุน เซน กอดลุงตู่” ในสายลมหนาวเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว



