
อย่าให้สังคมแคลงใจ
อย่าให้สังคมแคลงใจ : บทบรรณาธิการประจำวันที่23ธ.ค.2558
รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เข้ามาบริหารประเทศมากว่า 1 ปี เตรียมแถลงผลการดำเนินงาน และจัดนิทรรศการระหว่างวันที่ 23-25 ธันวาคม เพื่อสร้างความเข้าใจกับประชาชนในลักษณะงานที่มีความซับซ้อนพอสมควร เพราะต้องการให้คนที่มาดูและติดตามได้เห็นว่า รัฐบาลสร้างความเชื่อมโยงมาอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องก่อนวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 มาเป็นคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กระทั่งมาเป็นรัฐบาล มีคณะรัฐมนตรี วันนี้เหลือเวลาอีก 1 ปี 6 เดือน นับจากมกราคม 2559 เพื่อคืนความเป็นประชาธิปไตยให้แก่ประเทศชาติและคนไทย เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งซึ่งคาดกันว่าราวเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2560 ตามโร็ดแม็พที่ได้วางไว้
ตลอด 1 ปีของการบริหารประเทศ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ได้นำยุทธศาสตร์การพัฒนาว่าด้วยความเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ฉบับที่ 11 และความต้องการของประชาชน มาร่วมอยู่ในนโยบาย 11 ด้าน ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม โดยมีเป้าหมายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำของสังคมและการสร้างโอกาสเข้าถึงบริการของรัฐ ในระยะเฉพาะหน้า จะเร่งสร้างโอกาส อาชีพ และการมีรายได้ที่มั่นคงแก่ผู้ที่เข้าสู่ตลาดแรงงาน โดยให้แรงงานทั้งระบบมีโอกาสเข้าถึงการเรียนรู้และพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานในทุกระดับอย่างมีมาตรฐาน ป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ รวมถึงปัญหาผู้หลบหนีเข้าเมือง ทารุณกรรมต่อแรงงานข้ามชาติ โดยการปรับปรุงกฎหมายข้อบังคับที่จำเป็นและเพิ่มความเข้มงวดในการระวังตรวจสอบ
ที่ถูกจับตาและให้ความสนใจจากทุกฝ่ายคงไม่พ้นในเรื่องของการสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นกับคนไทย ซึ่งตลอด 10 ปีที่ผ่านมาเต็มไปด้วยการแบ่งสี แบ่งฝักแบ่งฝ่ายอย่างชัดเจนในทุกภาคส่วนของสังคม ไม่เว้นแม้แต่คนระดับสูงรวมถึงมวลหมู่ข้าราชการเอง นำไปสู่การสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ส่งผลให้การบริหารบ้านเมืองเป็นไปด้วยความยากลำบาก ซึ่งรัฐบาลและคสช.ประกาศสร้างความปรองดองส่งเสริมความสามัคคีและสมานฉันท์ของประชาชนในชาติ โดยทุกองคาพยพเป็นจักรกลขับเคลื่อนที่สำคัญด้วยยุทธศาสตร์เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา ในการสานเสวนา เจรจาอย่างเปิดใจ ให้ความเป็นธรรม และลดความเหลื่อมล้ำที่ได้ดำเนินการมาแล้ว ซึ่งเป็นแนวทางที่ถูกต้อง ขจัดเงื่อนไขอันเป็นอุปสรรคต่อการสร้างความสามัคคี และอำนวยความยุติธรรมในทุกระดับ
ไม่เพียงเท่านี้ ปัญหาการปราบปรามการคอร์รัปชั่นที่ถูกจัดให้เป็นวาระแห่งชาติอีกรูปแบบหนึ่งที่ “ประชารัฐ” ต้องร่วมมือร่วมใจกันแก้ไขและดูเหมือนนับวันความร่วมมือหลายๆ ฝ่ายได้หลั่งไหลมาสู่รัฐบาลด้วยความศรัทธาเพื่อนำคนผิดมาลงโทษตามขั้นตอนกฎหมายอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม สังคมกำลังจับตาถึงผลการดำเนินการของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ และถ้อยแถลงถึงความคืบหน้าของการดำเนินการกับผู้กระทำความผิดอย่างโปร่งใสตรงไปตรงมาไม่มีการเลือกฝักเลือกฝ่าย เพื่อให้สังคมได้ประจักษ์และลบข้อครหาละเลยหรือเร่งรีบในการทำงานเนื่องจากเป็นกลุ่มหรือพวกพ้องเดียวกัน



