
เครือข่ายเฝ้าระวังรักษาชายหาดดูแลหาดทรายสวยคู่ริมฝั่งทะเล
เครือข่ายเฝ้าระวังรักษาชายหาดดูแลหาดทรายสวยคู่ริมฝั่งทะเล : สายตรวจระวังภัย สุพิชฌาย์ รัตนะ
ทุกปีที่หน้ามรสุมมาเยือนตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมหาดชายฝั่งทะเลต้องเตรียมพร้อมอพยพหนีคลื่นใหญ่ โดยเฉพาะพื้นที่ฝั่งอ่าวไทย 3 เป้าหมายที่เจอวิกฤติซ้ำซาก ไล่เรียงตั้งแต่ชุมชนชาวประมงพื้นบ้านในพื้นที่ อ.ปากพนัง อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช และอ.จะนะ จ. สงขลา ครั้งแล้วครั้งเล่าที่ต้องเจอเหตุการณ์คลื่นกัดเซาะจนบ้านพังจมหายไปในทะเล ทำให้เกิดกลุ่ม “เครือข่ายเฝ้าระวังรักษาชายหาด” เป็นเครือข่ายอิสระที่เผยแพร่ความรู้และข้อมูลสถานการณ์การพังทลายของชายหาดทรายฝั่งอ่าวไทยตอนล่าง ให้ช่วยกันรักษาไว้ เป็นการรวมตัวของกลุ่มนักวิชาการ องค์กรอิสระ และภาคประชาชนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากคลื่นกัดเซาะรวมถึงนักเรียน นักศึกษาที่มีจิตอาสาดูแลปกป้องชายหาดเกิดขึ้นมา เป้าหมายสำคัญเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลหาดทรายสวยให้อยู่คู่กับริมฝั่งทะเล
รศ.ดร.สมบูรณ์ พรพิเนตรพงษ์ นักสมุทรศาสตร์ หนุ่งในกลุ่มผู้ก่อตั้งเครือข่าย กล่าวว่า ความรุนแรงของปัญหาการกัดเซาะชายหาดมีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือรูปแบบการพยายามการแก้ไขปัญหาที่ผิดวิธีจะด้วยเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือข้ออ้างเชิงนโยบายที่ไม่เป็นผลดีต่อการแก้ไขปัญหาแบบยั่งยืนก็ตาม จึงได้รวมกลุ่มนักวิชาการ ประชาชน และองค์กรต่างๆ เพื่อเข้าร่วมเครือข่าย สร้างความตระหนักให้ทุกภาคส่วนแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายหาดให้มีจิตสำนึกในการแก้ไขปัญหาที่ถูกหลักการ และให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลชายหาดและพื้นที่ริ่มฝั่งทะเลให้เป็นไปตามกลไกธรรมชาติที่ยั่งยืน
สำหรับคนในพื้นที่บ้านบ่อโชน หมู่ 7 ต.สะกอม อ.จะนะ จ.สงขลา พบว่า สิ่งปลูกสร้างที่ยื่นไปในทะเลทำให้กระทบต่อระบบกลไกธรรมชาติ นายวรพงศ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา หนึ่งในผู้ที่เดือดร้อนจากปัญหาคลื่นกัดเซาะบ้านพังไปแล้ว 1 หลังไม่นับรวมศาลาอเนกประสงค์อีก 1 หลัง รวมถึงเนื้อที่อีกประมาณ 2 สนามฟุตบอลที่จมไปในทะเลเมื่อ 5 ปีก่อน ได้มอบหมายให้ นพ.อนันต์ บุญโสภณ เป็นตัวแทนความเดือดร้อนร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่ยื่นฟ้องกรมเจ้าท่า ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐในข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครอง หรือหน่วยงานรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ส่งผลกระทบต่อประชาชน ทำให้ที่ดินจำนวน 2 แปลงตั้งอยู่ใน ต.สะกอม ประมาณ 15 ไร่ ถูกคลื่นกัดเซาะได้รับความเสียหาย กระทั่งศาลตัดสินหน่วยงานรัฐผิดจริงและให้หาวิธีการคืนสมดุลอันเป็นสาธารณประโยชน์
นายวรพงศ์ บอกว่า การเฝ้าระวังภัยให้ครอบครัวในช่วงมรสุม วิธีการง่ายๆ ที่เรียนรู้ได้จากประสบการณ์ตรง คือการขุดโค่นต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ใกล้บ้านออก ก่อนที่คลื่นจะกัดเซาะมาถึงโคนต้นจนล้มไปเอง เพราะแรงของคลื่นมีความเสี่ยงสูงที่จะดึงรากแก้วที่ฝังลึกในดินผืนเดียวกับบ้านจะดึงเอาโครงสร้างบ้านพังไปด้วยนั่นเอง ทุกค่ำคืนในห้วงมรสุมไม่มีใครกล้านอนที่บ้านเพราะหวาดผวากลัวคลื่นจะซัดบ้านจมลงทะเล เนื่องจากคลื่นได้ซัดพื้นที่ริมฝั่งจนหาดทรายหายเหลือเพียงหน้าผาลึกกว่า 6 เมตรขยับเรื่อยๆ เหลืออีกไม่ถึง 10 เมตรจะถึงตัวบ้าน คลื่นแต่ละลูกที่ซัดเข้าฝั่งเสียงดังจนต้องย้ายหนี ทุกวันนี้ต้องลุ้นกันปีต่อปีว่าบ้านหลังที่อาศัยอยู่นี้จะจมทะเลช่วงมรสุมปีไหน



