
ต้องใช้เวลาแก้ปัญหาประมง
ต้องใช้เวลาแก้ปัญหาประมง : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 22 ธันวาคม 2558
รายได้จากการส่งออกสินค้าอาหารทะเลไปยังสหภาพยุโรปปีละประมาณ 3 หมื่นล้านบาท เป็นเรื่องใหญ่ที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี วิตกกังวลอยู่ไม่น้อย ในเมื่อการทำประมงของไทยยังคงมีการลักลอบใช้เครื่องมือผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไม่มีการควบคุม (ไอยูยู) อย่างเช่น การใช้อวนลาก ซึ่งนายกรัฐมนตรีก็ได้แสดงความห่วงใยเช่นกันกับกรณีที่กลุ่มชาวประมงอวนลากเข้าล้อมกรอบเจ้าหน้าที่จากศูนย์บริหารจัดการประมงปัตตานี ที่เข้าจับกุมและตรวจยึดเครื่องมือทำประมงบริเวณหน้าปากแม่น้ำบางตาวา อ.หนองจิก จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม ที่ผ่านมา จนเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บและเรือตรวจการณ์เสียหายเล็กน้อย หลังเกิดการกระทบกระทั่งกันขึ้น โดยพล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีทราบดีว่า ชาวประมงบางส่วนยังเดือดร้อน แต่ขอให้เข้าใจว่าการทำผิดกฎหมายของคนเพียงกลุ่มเดียวอาจส่งผลเสียหายใหญ่หลวงต่อประเทศ
เหตุการณ์ดังกล่าวมานั้น ประจวบเหมาะกับกรณีที่สื่อต่างประเทศนำเสนอรายงานว่าด้วยการค้ามนุษย์ และการใช้แรงงานเด็กในอุตสาหกรรมกุ้งทะเล รวมทั้งยังมีเสียงเรียกร้องให้หยุดยั้งการบริโภคกุ้งที่ส่งออกจากประเทศไทย กรณีหลังนี้ แม้รัฐบาลจะมองว่าเป็นเรื่องเก่าที่ถูก "ขุด” ขึ้นมาเล่นงานประเทศไทย หากแต่ในทางปฏิบัติ อย่างที่ทางการไทยชี้แจงมาหลายครั้งแล้วว่า เด็กๆ ที่เห็นในภาพในกระบวนการผลิตกุ้งส่งออกนั้นเป็นการตามพ่อแม่ไปทำงาน ไม่มีแรงงานทาสหรือที่เรียกว่าทาสแกะกุ้งอย่างที่เข้าใจกันมานับสิบๆ ปี ก็ยังเป็นเรื่องที่นานาชาติโดยเฉพาะสหรัฐและสหภาพยุโรปนำมาใช้เล่นงานไทย ซึ่งก็เป็นประเด็นสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่รัฐบาลจำเป็นต้องสร้างความเข้าใจด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เหมือนเช่นที่นายกรัฐมนตรีย้ำว่า กำลังดำเนินการกับประมงผิดกฎหมาย
กระนั้นก็ตาม การดำเนินมาตรการทางกฎหมายจนส่งผลให้เรือประมงที่ใช้เครื่องมือผิดกฎหมายทำการประมงไม่สามารถออกจับปลาได้อีกต่อไป ขณะนั้นเชื่อกันว่า การหาปลาแบบลำลายล้าง หรือประมงพาณิชย์จะค่อยๆ หมดไป และจะเปิดโอกาสให้ทรัพยากรสัตว์น้ำได้ฟื้นตัว ขณะเดียวกัน ในวิกฤติครั้งนี้จะช่วยทำให้ประมงพื้นบ้านซึ่งอาจจะรวมถึงประมงชายฝั่งได้ประกอบอาชีพหาปลาอย่างยั่งยืน และร่วมกันรักษาทรัพยากรเอาไว้ได้ แต่ก็ยังมีประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ห้ามการใช้เครื่องมือจับสัตว์น้ำแบบพื้นบ้านหลายอย่างตามที่กรมประมงเห็นว่าเป็นการทำลายพันธุ์สัตว์น้ำ ซึ่งกรณีนี้เป็นข้อพิพาทระหว่างชาวประมงพื้นบ้านกับฝ่ายรัฐมาเป็นเวลานาน และมีความเป็นไปได้ว่า จะมีชาวประมงอีกส่วนหนึ่ง ที่จะลักลอบทำประมงผิดกฎหมาย อย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ปัตตานีต่อไป
การดำเนินการทางกฎหมายอย่างเข้มงวดของรัฐบาล ได้รับเสียงสนับสนุนจากหลายฝ่ายโดยเฉพาะการควบคุมไม่ให้เกิดการลักลอบทำประมงผิดกฎหมายหรือทำลายล้างทรัพยากร ซึ่งอุตสาหกรรมประเภทนี้ก็ถูกจับตาเรื่องการค้ามนุษย์ ทั้งนอกชายฝั่งคือการใช้แรงงานทาสบนเรือประมงกลางทะเล และบนฝั่งได้แก่ อุตสาหกรรมประมง เช่น กรณีคนงานแกะกุ้ง อย่างไรก็ตาม จากกรณีที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นว่า แม้การจำแนกแยกแยะระหว่างการทำประมงพื้นบ้าน ประมงชายฝั่งกับประมงพาณิชย์ทำได้ไม่ยากในเชิงกายภาพ เช่น อุปกรณ์ประมง ขนาดของเรือ ฯลฯ แต่ก็ยังมีคนลักลอบทำประมงอย่างที่ปรากฏเป็นข่าว ในอนาคตอาจจะยิ่งลักลอบกันหนักขึ้นก็เป็นได้ ฝ่ายรัฐจึงต้องใช้นโยบายเฝ้าระวังสม่ำเสมอ ควบคู่ไปกับการใช้ความเข้มงวดและมาตรการสนับสนุนการทำประมงถูกกฎหมาย



