
ฮุนเซนจีบไทยอย่างหนัก
ฮุนเซนจีบไทยอย่างหนัก : โลกสาระจิปาถะ โดยกวี จงกิจถาวร
นายกรัฐมนตรีฮุน เซน เป็นผู้นำอยู่ยงคงกระพันที่สุดของอาเซียน ได้ครองอำนาจมานานที่สุดในภูมิภาคถึง 34 ปี นานพอๆ กับสุลต่านบรูไน คือฮัสซานัล โบลเกีย การมาเยือนไทยในช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมามีนัยสำคัญมาก มีทั้งการเยือนเป็นทางการ แถมด้วยการเข้าประชุมร่วมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการด้วย ถือว่าเป็นนิมิตหมายอันดี ชี้ชัดสัมพันธ์ไทย-กัมพูชากำลังดีขึ้นเรื่อยๆ หลังจากมีปัจจัยการเมืองภายในของทั้งสองประเทศเข้ามาแทรกซ้อน
ตั้งแต่มีการสถาปนาสัมพันธ์การทูตระหว่างไทย-กัมพูชาเมื่อปี 1950 มิตรภาพทั้งสองประเทศขึ้นๆ ลงๆ ไม่มีความแน่นอน พูดง่ายๆ ไร้ระเบียบแบบที่เห็นในสัมพันธ์ทวิภาคีกับประเทศอื่นๆ ความสนิทสนมทั้งสองประเทศที่ผ่านมาขึ้นอยู่กับสายสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างผู้นำประเทศ ตัวอย่างเช่น ในช่วงกษัตริย์สีหนุ ไทย-กัมพูชามีการปฏิสัมพันธ์มาก เนื่องจากมีสงครามกัมพูชาและประเด็นปราสาทพระวิหารในอดีต ไทยเป็นประเทศหนึ่งที่ช่วยผลักดันให้กัมพูชาเข้าเป็นสมาชิกอาเซียน ถึงแม้ว่าจะมีเรื่องบาดหมางกันนิดหน่อยก่อนที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกปลายปี 1999
ขณะนี้ ฮุน เซน กำลังคิดถึงตำนานของตัวเองว่า จะให้คนกัมพูชาและประเทศในภูมิภาคมองดูเขาในลักษณะไหน
ในอนาคต หลังลงจากเวทีการเมือง จริงอยู่ ฮุน เซน มักย้ำอยู่เสมอว่า เขาจะยังอยู่ในอำนาจต่อไปจนถึงอายุ 90 ปี เพราะยังหนุ่ม ขณะนี้อายุแค่ 67 ปี ตามความเป็นจริง ฮุน เซน รู้ดีว่า มันเป็นไม่ได้ เป็นการพูดประชดพรรคฝ่ายค้านมากกว่า
การเยือนไทยครั้งนี้มี 3 เรื่องใหญ่ที่มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันคือ การจัดการเรื่องความมั่นคงตามชายแดน สวัสดิการแรงงานเขมร และอนาคตของความร่วมมือทั้งสองประเทศ
หลังจากมีคำตัดสินของศาลโลกเกี่ยวกับปราสาทพระวิหาร 2 ปีก่อน มีมติให้ทั้งสองประเทศหาทางปรองดองและพัฒนาพื้นที่บริเวณทับซ้อนกันนั้น ที่ผ่านมาทั้งสองประเทศก็ได้ดำเนินนโยบายแบบประนีประนอมที่สุด พยายามหลีกเลี่ยงการปะทะกัน ไม่มีการใช้กำลัง ทั้งๆ ที่มีบางครั้งสถานการณ์ชายแดนตึงเครียด เนื่องจากมีประเด็นฮอตเรื่องการค้ามนุษย์ การขนยาเสพติด อาชญากรรมข้ามชาติ และช่วงหลังชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นแหล่งที่มาของการตัดไม้พะยูงกันมาก จนทั้งสองฝ่ายต้องจัดตั้งคณะกรรมการร่วมขึ้นมาชุดหนึ่ง เพื่อป้องกันการลักลอบตัดไม้หายากนี้ ถึงกับมีข้อเสนอให้มีการประสานงานกันระหว่างหน่วยความมั่นคงเวลาลาดตระเวนตามชายแดน
ประเด็นนี้น่าสนใจ ถือเป็นประเด็นใหม่ เนื่องจากชายแดนไทย-กัมพูชา 798 กิโลเมตรนั้น เป็นบริเวณที่ยังไม่ได้ปักเขตเสียส่วนใหญ่ เนื่องจากผลพลอยจากสงครามกัมพูชา ในอนาคตการประสานงานการลาดตระเวนจะทำให้ความมั่นคงชายแดนดีขึ้นมาก
ส่วนแรงงานเขมร เป็นเรื่องที่รัฐบาลไทยชุดนี้เอาใจใส่มากเป็นพิเศษ เป็นข่าวอยู่เสมอว่า ภาคเอกชนไทยใช้แรงงานเขมรเป็นประเภทแรงงานทาส จนทั่วโลกนำมาประจาน รัฐบาลไทยต้องจัดสรรเรื่องสวัสดิการและการคุ้มครองให้ดีขึ้น ทางฝ่ายรัฐบาลกัมพูชาแสดงความพอใจ รู้ดีว่าไทยพยายามเต็มที่ ช่วงต้นๆ หลังยึดอำนาจมีข่าวลือว่าจะมีการเช็กใบอนุญาตทำงานของแรงงานเขมรทั่วประเทศ ทำให้คนเขมรหนีกลับบ้านในกัมพูชากว่า 1 แสนภายในไม่กี่วัน ทำให้เกิดความสับสนจนรัฐบาลไทยต้องออกมาปฏิเสธทันควัน พร้อมกับอำนวยความสะดวกแก่แรงงานเหล่านี้ให้กลับมาทำงานเหมือนเดิม
เที่ยวนี้รัฐบาลไทยได้เสนอกัมพูชาให้มีการเจรจาแรงงานระหว่างรัฐบาลทั้งสอง แบบที่ทำกับอิสราเอลและเยอรมนี เพราะจะมีการคุ้มครองแรงงานที่ดีกว่าและตัดพ่อค้าคนกลางนายหน้าออกไป พัฒนาและเพิ่มทักษะแรงงาน กัมพูชา พัฒนาจุดผ่านแดน ในประเด็นนี้อาจจะต้องใช้เวลาอีกสักพัก
ประเด็นสุดท้ายคือ อนาคตสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ที่จะต้องมีบูรณาการมากขึ้น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จฯ เยือนกัมพูชา เดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า ในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 65 ปี สัมพันธ์การทูตไทย-กัมพูชา เพื่อทรงวางศิลาฤกษ์การก่อสร้างสถาบันเทคโนโลยีพระราชทานที่จังหวัดกำปงสปือ นอกจากนั้นไทยยังให้เงินกู้พัฒนาจุดผ่านแดนใหม่ หลังจากเปิดที่บ้านหนองเอี่ยน-สตึงบท ต่อไปคือ บ้านบ่อไร่-โอเนียง นอกจากนั้นยังส่งเสริมการท่องเที่ยวสองประเทศ ภายใต้สโลแกน “สองอาณาจักร หนึ่งจุดหมาย” เพื่อดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวทั้งสองประเทศ
สรุปง่ายๆ คือ ฮุน เซน ตอนนี้ต้องการญาติดีกับไทย เพื่อให้แน่ใจว่า การพัฒนาภายในประเทศจะเป็นไปด้วยดี ช่วยในการถ่ายโอนอำนาจในอนาคต กัมพูชาต้องการสัมพันธ์ที่ดีกับไทยและประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ เพื่อเสถียรภาพและความมั่นคงต่อไป



