คอลัมนิสต์

บทเรียนประมูล4จี

บทเรียนประมูล4จี

18 ธ.ค. 2558

บทเรียนประมูล4จี : บทบรรณาธิการประจำวันที่ 18 ธันวาคม 2558

           การประมูลคลื่น 4 จี ในย่านความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ ที่มีตัวเลขรวมทะลุ 1 แสนล้านบาท นอกจากจะถือเป็นชัยชนะหนึ่งของรัฐบาล ที่จะสามารถเก็บรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำมากขึ้น หลังจากที่ได้ประมูลคลื่น 4 จี ความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ไปเมื่อเร็วๆ นี้ ก็ต้องนับเป็นความสำเร็จอีกด้านของการสร้างระบบการแข่งขันเสรีในทางการค้าขึ้นมาในประเทศไทยที่ค่อนข้างจะเป็นรูปธรรม แม้ที่ผ่านมา ประชาชนทั่วไปอาจจะมองเห็นเป็นเรื่องแปลกตา เมื่อผู้บริหารต้องไปกินไปนอนระหว่างการประมูลข้ามวันข้ามคืน เหมือนกับการถูกกักบริเวณ มาคราวนี้ ผู้จัดการประมูลคือ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ถึงกับกางเต็นท์อำนวยความสะดวกไว้เลยทีเดียว ซึ่งก็ปรากฏว่าการแข่งขันของผู้ประมูลกินเวลายาวนาน และเข้มข้นกว่าครั้งก่อน

           บางคนอาจจะรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ ว่าการที่ภาคเอกชนประมูลแข่งขันกันด้วยราคาสูงเช่นนี้แล้ว ที่สุดจะผลักภาระมาให้ผู้บริโภคหรือไม่ ซึ่งนอกจาก กสทช.จะยืนยันว่า โดยกติกาแล้ว ผู้ประกอบการไม่สามารถกระทำการเบียดบังเช่นนั้นได้ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ก็ได้วิเคราะห์เอาไว้ว่า การประมูลคลื่นความถี่ 4 จี จะไม่สร้างภาระที่สูงเกินไปให้แก่ผู้ประกอบการ เช่น มูลค่าคลื่น 4 จี ในย่านความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ที่เอไอเอสประมูลได้ เพื่อนำไปประกอบธุรกิจ 18 ปี เทียบเท่ากับกำไรสุทธิของบริษัทเพียง 1.13 ปีเท่านั้น ส่วนมูลค่าการประมูลคลื่นในย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์อาจสูงกว่าที่คาดหมายไปมาก แต่ก็น่าจะเกิดจากการวางแผนทางธุรกิจอย่างรอบคอบของผู้ประกอบการแล้ว

           นอกจากนี้ ประธานทีดีอาร์ไอยังแสดงความห่วงใยถึงโครงการใหญ่ๆ มูลค่ามหาศาลของรัฐที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างเช่น โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงสายกรุงเทพฯ-หัวหิน หรือ กรุงเทพฯ-พัทยา ที่มีข่าวว่ารัฐจะยกให้เอกชนบางราย ทั้งที่ไม่มีประสบการณ์ด้านนี้ พร้อมกับแนะนำให้รัฐปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆ เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายใหม่เข้าสู่ตลาด ทั้งควรต้องระมัดระวังไม่ให้ธุรกิจขนาดใหญ่ที่ใกล้ชิดรัฐบาล ชี้นำให้รัฐปิดกั้นการแข่งขัน เพื่อผลประโยชน์ของตน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะต้องสนับสนุนการประมูลอย่างเสรีต่อไป แม้ที่ผ่านมา จะมีผู้ประกอบการบางรายประสบปัญหาในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งมีสาเหตุมาจากการคาดการณ์ทางธุรกิจที่ผิดพลาด ไม่ใช่เกิดจากปัญหาการประมูล จึงจะต้องระมัดระวังไม่ให้นักการเมืองโฆษณาชวนเชื่อจากกรณีนี้เพื่อไม่ให้เกิดการแข่งขัน

           ที่ผ่านมา มีหลายฝ่ายได้แสดงความเห็นสนับสนุนการเปิดประมูลโครงการโดยเสรีมาตลอด แม้ในห้วงเวลานั้น สังคมไทยจะยังไม่เคยชินกับบรรยากาศแบบนี้ หากแต่เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดที่จะขจัดการผูกขาด ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องดีที่ “โมเดล” การแข่งขันที่ยึดกฎกติกาและโปร่งใสขึ้นมาในสังคมไทย เพื่อป้องกันสิ่งที่เรียกว่า ธุรกิจการเมือง ซึ่งเป็นต้นธารของการคอร์รัปชั่นอย่างร้ายแรง และเป็นจำนวนเงินมหาศาล ที่สำคัญก็คือ การผูกขาดทางธุรกิจนั้น นำไปสู่อำนาจผูกขาด เป็นฐานรากของพีระมิดสังคม ที่คนยากคนจนอยู่ล่างสุด และกลุ่มผูกขาดที่มีจำนวนน้อยกลับเป็นผู้ใช้ทรัพยากรของส่วนรวมไปเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่ม อย่างเช่น ทรัพยากรคลื่นความถี่ ก็เช่นกัน ถ้าหากไม่ผ่านระบบการประมูล หรือการประมูลแบบจอมปลอม ก็ไม่พ้นตกเป็นสมบัติของกลุ่มธุรกิจการเมืองไปได้ในที่สุด จะปฏิรูปประเทศกันอีกกี่รอบก็ไม่มีทางสำเร็จ