คอลัมนิสต์

หอมกลิ่น'ข้าวหอมสะหวัน'

หอมกลิ่น'ข้าวหอมสะหวัน'

17 ธ.ค. 2558

หอมกลิ่น'ข้าวหอมสะหวัน' : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา

           ปลายสัปดาห์ที่่แล้ว ส่องเข้าไปที่เพจสำนักข่าวซินหัว พลันสะดุดตากับพาดหัวข่าวว่า “เริ่มแล้ว! ลาวส่งออกข้าวชุดแรกไปยังประเทศจีน” จึงตามไปอ่านข่าวโดยละเอียด

           เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ได้ส่งออกข้าวชุดแรกไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ โดยพิธีส่งมอบข้าวได้จัดขึ้นในเมืองไกสอนพมวิหาน แขวงสะหวันนะเขต

           เพ็ด พมพิทัก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกสิกรรมและป่าไม้ ได้กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างลาวและจีน ซึ่งเป็น “เพื่อนบ้านที่ดี มิตรที่ดี สหายที่ดี และพันธมิตรที่ดีต่อกัน”

           รัฐมนตรีกระทรวงกสิกรรมฯ ยังยืนยันที่จะสนับสนุนการส่งออกข้าวลาวไปยังตลาดจีน ขณะเดียวกันก็จะมีการปรับปรุงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรลาว เพื่อจะยกระดับรายได้ของประชาชนลาวอีกด้วย

           สำนักข่าวสารประเทศลาวได้รายงานเพิ่มเติมว่า จุดที่มีการจัดพิธีส่งมอบ “ข้าวหอมสะหวัน” อยู่ที่โรงสีข้าวบ้านขัวดำ เมืองไกสอนพมวิหาน แขวงสะหวันนะเขต ซึ่งเป็นสักขีพยานโดย ดร.เพ็ด พมพิทัก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกสิกรรมและป่าไม้, ดร.สุพัน แก้วมีไช เจ้าแขวงสะหวันนะเขต และตัวแทนบริษัทชวนเยลาว จากจีน

           สำหรับแผนการผลิต “ข้าวหอมสะหวัน” นั้น เป็นหนึ่งในความร่วมมือระหว่างลาว-จีน ที่ลงนามเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2557 โดยมีเป้าหมายการผลิตข้าวในรูปแบบ 4 ประสาน คือ ชาวกสิกร, นักลงทุน, ผู้ประกอบการ และภาครัฐ

           เบื้องต้นภาครัฐจะมีการจัดหาพันธุ์ข้าว, ปุ๋ย และช่วยเหลือด้านเทคนิค โดยมีการประกันราคาข้าวไว้ที่กิโลกรัมละ 2,700 กีบ

           พื้นที่ผลิตข้าวหอมสะหวัน เฉพาะที่เมืองจำพอน แขวงสะหวันนะเขต สามารถผลิตข้าวเปลือกได้ 250 ตัน ส่วนที่เมืองอื่นๆ คาดว่าจะรวบรวมข้าวเปลือกได้ 6,000 กว่าตัน

           อย่างไรก็ตาม สัญญาข้อตกลงลาว-จีนนั้น จะต้องส่งข้าวเปลือกให้จีน 8,000 ตัน ทางการลาวจึงต้องหาซื้อข้าวเปลือกจากแขวงอื่นๆ อีก 2,000 ตัน มาเพิ่มให้ครบตามสัญญา

           ราวปี 2552 สถาบันค้นคว้ากสิกรรมและป่าไม้แห่งชาติ กระทรวงกสิกรรมฯ และสถาบันวิจัยมนุษยศาสตร์และธรรมชาติ ประเทศญี่ปุ่น ได้สำรวจค้นหาพันธุ์ข้าวในลาว พบว่าปัจจุบันลาวมีพันธุ์ข้าวอยู่ประมาณ 5,000 ชนิด และในระหว่างการสำรวจได้มีการรวบรวมตัวอย่างพันธุ์ข้าวพื้นเมืองได้มากถึง 13,913 ตัวอย่าง รวมทั้งข้าวป่าอีก 6 ชนิด

           รัฐบาลลาวตั้งความหวังไว้ว่า จะมีการพัฒนาพันธุ์ข้าวเหล่านี้เพื่อการเพาะปลูก ทั้งเพื่อบริโภคภายในประเทศ และจำหน่ายยังตลาดโลก ซึ่งในวันนี้ “ข้าวหอมสะหวัน” ได้ถูกส่งไปขายในตลาดจีนแล้ว

           ดังที่เราทราบกัน 40 ปีที่แล้ว ดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขง มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และนำระบอบเศรษฐกิจสังคมนิยมมาใช้พัฒนาชาติ

           ในภาคกสิกรรม ได้มีการทำนารวมหมู่ แต่กลับได้ผลผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการการบริโภคของประชาชนในประเทศ ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากบรรดาประเทศในกลุ่มสังคมนิยมด้วยกันเป็นด้านหลักนั้น

           ระบบสหกรณ์และสวัสดิการสังคม ไม่ประสบผลสำเร็จ จึงทำให้ประธานไกสอน พมวิหาน ต้องริเริ่มนโยบายจินตนาการใหม่ โดยเปลี่ยนจากสังคมนิยมตามขนบเดิม มาเป็นนโยบายเปลี่ยนแปลงใหม่ ก็คือหันทิศสู่ “เศรษฐกิจสินค้า” เปิดทางให้เศรษฐกิจของลาวเชื่อมตัวเข้ากับทุนนิยมโลกมากขึ้น

           เฉพาะด้านกสิกรรม เนื่องจากชาวกสิกรขาดแรงจูงใจในการทำนา เพราะผลผลิตจากไร่นากลับตกอยู่ในยุ้งฉางของสหกรณ์ ชาวกสิกรขาดแรงจูงใจ ไม่มีความกระตือรือร้น จึงต้องยกเลิกการทำนารวมหมู่

           เมื่อกลับมาสู่ระบบการผลิตเพื่อเป็นสินค้า ชาวนาจึงมีแรงใจในการทำนามากขึ้น นอกจากนี้ภาครัฐได้ปฏิรูปการทำนา ปรับปรุงวิธีปลูกข้าวเสียใหม่ มีการใช้ปุ๋ยเพิ่มผลผลิต และนำเครื่องจักรมาใช้แทนแรงคน

           ในพื้นที่กสิกรรมบางแห่งมีการลงทุนแบบใหม่ ชาวกสิกรไม่ต้องทำอะไร เอกชนลงทุนให้หมด ตั้งแต่ไถ คราด หว่านกล้า ดำนา และเก็บเกี่ยว ทุกอย่างจะใช้เครื่องจักรหมด ชาวนามีหน้าที่แค่คอยกำจัดหอยเชอร์รี่ กำจัดวัชพืช และคอยดูมีโรคระบาดหรือไม่

           ระยะหลังกลุ่มทุนจีนเข้ามาร่วมพัฒนากสิกรรมในลาว เลยทำให้การผลิตข้าวเพื่อการส่งออกเป็นจริงเป็นจัง

           ประชากรลาวทั้งประเทศ จากการสำรวจใหม่พบว่า มีจำนวน 6 ล้าน 4 แสนคน หากมีการผลิตข้าวได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็คงล้นตลาดภายใน และต้องระบายสู่ตลาดต่างประเทศมากขึ้น

           ปีนี้กัมพูชาประสบความสำเร็จในการส่งออกข้าว 1 ล้านตัน และลาวกำลังเริ่มผลิตข้าวเพื่อการส่งออก ยกเรื่องนี้มาเล่าก็เพื่อกระตุ้นเตือนชาวนาไทย เพราะเรามีคู่แข่งหน้าใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอย่างน้อยสองชาติ