
ความสุขที่ได้รับคืน
ความสุขที่ได้รับคืน : โดยวิธีของเราเอง ไพฑูรย์ ธัญญา
รัฐบาลของ คสช.เข้ามาบริหารประเทศพร้อมกับคำขวัญที่ว่า “คืนความสุขให้คนในชาติ” แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา เราไม่ค่อยพบว่ารัฐบาลได้ทำตามคำขวัญที่ประกาศไว้สักเท่าไหร่ สิ่งที่คนไทยได้รับก็คือ ความทุกข์ ความหวั่นวิตก และกังวล ใจตุ้มๆ ต่อมๆ เสมอมา แต่ปลายปีนี้ดูเหมือนรัฐบาลจะได้ทำตามสัญญาที่ให้ไว้ถึงสองเรื่องด้วยกัน เรื่องแรกคือ การประกาศยุติ พ.ร.บ.จีเอ็มโอ และอีกเรื่องหนึ่งที่อาจเป็นข่าวเล็กๆ สำหรับคนทั่วไป แต่เป็นเรื่องใหญ่สำหรับคนอีสาน คือการยกเลิกโครงการขุดลอกแม่น้ำมูล ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้ผมเคยเขียนในคอลัมน์นี้มาแล้ว
ถ้ารัฐบาลทำตามที่ประกาศจริงก็ต้องถือว่า นี่คือของขวัญปีใหม่ที่หยิบยื่นให้ประชาชนชาวไทยอย่างแท้จริง โดยเฉพาะสำหรับเกษตรกร คนส่วนใหญ่ของประเทศ ที่นับวันแต่จะสาละวันเตี้ยลงๆ ด้วยความถดถอยทางเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นราคาข้าว ยางพารา และพืชไร่ ขณะที่ต้นทุนทางผลิตก็สูงขึ้นๆ โดยเฉพาะราคายางพารานั้น ค่อนข้างจะมืดมนอนธกาลเสียเหลือเกิน ราคายางดิ่งลงเหว กระเทือนเศรษฐกิจภาคใต้ทั้งภาค และรวมถึงภาคอื่นๆ ที่มีพื้นที่การปลูกยางมากขึ้นในหลายปีที่ผ่านมา
ตอนที่ พ.ร.บ.ความปลอดภัยทางชีวภาพ หรือ พ.ร.บ.จีเอ็มโอ ผ่านขั้นตอนมาจนเกือบจะออกเป็นกฎหมาย เสียงคัดค้านที่เต็มไปด้วยความกังวลอื้ออึงไปทั้งประเทศ มีขบวนการล่ารายชื่อเพื่อขอให้ยกเลิก พ.ร.บ.ดังกล่าว คราวนี้ถือว่าโชคดีที่เสียงร้องของประชาชนดังเข้าหูรัฐบาล โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ได้สั่งให้ยุติเรื่องนี้ไปแล้ว ด้วยเหตุผลที่ว่ามันยังไม่ถึงเวลาของประเทศไทย ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์หลายคนจากมหาวิทยาลัยชื่อดังไม่ค่อยจะเห็นด้วยมากนัก
ส่วนของขวัญอีกชิ้นหนึ่งที่รัฐบาลนี้ได้มอบให้ก็คือ การให้ระงับโครงการขุดลอกแม่น้ำมูลของกรมเจ้าท่า ที่พวกเราพากันเรียกว่า “โครงการลักหลับแม่น้ำมูล” ซึ่งเป็นการทำลายระบบนิเวศแม่น้ำมูลและพื้นที่ลุ่มน้ำอย่างย่อยยับ จนชาวบ้านใน อ.ราษีไศล ซึ่งได้รับผลกระทบต้องลุกขึ้นมาต่อสู้กันอีกรอบนั้น ล่าสุดได้ข่าวว่า หลังจากที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้จัดเวทีไต่สวนสาธารณะ เมื่อ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา จังหวัดศรีสะเกษได้ตั้งคณะทำงานร่วมขึ้นและมีการประชุมเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม มีมติออกมาว่า ให้สำรวจชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบโดยตรงและให้มีการเยียวยาภายใน 30 วัน พร้อมกับให้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษาผลกระทบ โดยมีข้าราชการ ชาวบ้าน และนักวิชาการ และถ้าหากกรมเจ้าท่าจะดำเนินการต่อให้จัดทำประชาคมใหม่ ให้ชาวบ้านในพื้นที่ตัดสินใจเสียก่อน ซึ่งดูแล้วน่าจะเป็นผลดีกับชาวบ้านไม่น้อย เพราะเท่ากับว่าโครงการขุดลอกต้องชะงักไปพักใหญ่ ดีไม่ดีอาจล่าถอยไปเหมือนที่แกนนำของสมาคมคนทามแห่งราษีไศลได้แสดงความเห็นไว้
แม้ว่าหลายคนยังหวั่นๆ อยู่ว่า การคืนความสุขให้ประชาชนทั้งสองรายการนี้ ยังไม่ชัดแจ้งแดงแจ๋ว่าจะเป็นการสั่งยุติแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด หรือว่าเป็นแค่การถอยฉากของรัฐบาลชั่วขณะ เพื่อลดทอนปัญหาที่กำลังเข้ามารุมเร้า แต่อย่างน้อยคนไทยก็เริ่มหายใจได้ทั่วท้องขึ้นมาอีกหน่อยหนึ่ง โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกรที่กำลังย่ำแย่ และขาดหลักประกันในอนาคต อย่างที่ผมเคยเขียนไปบ้างแล้วว่า หาก พ.ร.บ.จีเอ็มโอผ่าน นั่นคือความหายนะของเกษตรกรไทยในอนาคตอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะถึงวันนี้ นักวิชาการและผู้รู้ทั้งหลายต่างก็ยืนยันเป็นเสียงเดียวว่า หากกฎหมายฉบับนี้ประกาศใช้ จะส่งผลกระทบให้เกิดขึ้นหลายด้าน ไม่่ว่าจะเป็นเรื่องการส่งออกสินค้าทางการเกษตร ผลกระทบที่มีต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม
การเข้ามาบริหารประเทศของรัฐบาล คสช. แม้จะมีคนทำใจไม่ได้อยู่ส่วนมาก แต่ส่วนมากอีกเหมือนกันก็ทำใจให้รับได้ แต่มีข้อแม้อยู่ว่า อย่ามาทำอะไรให้มันเสียหายและซ้ำเติมประเทศชาติให้มากกว่านี้ ถึงไม่ทำอะไรเลยก็ไม่เป็นไร ขออย่างเดียวอย่าทำให้อะไรที่มันแย่ๆ อยู่แล้วให้แย่ลงไปอีก หากรัฐบาลทำอย่างนี้ได้ ประชาชนก็ยังพอทนได้ไปอีกพักใหญ่
ก็ถือว่าไม่ถึงกับสิ้นหวังไปเสียทีเดียวนัก ตอนที่มีเสียงคัดค้าน พ.ร.บ.จีเอ็มโอนั้น มีคนไทยหลายคนโพสต์ข้อความแสดงความเห็นในเฟซบุ๊กว่า ถ้ารัฐบาลท่านประยุทธ์สั่งยกเลิกพระราชบัญญัติฉบับนี้ คนไทยจะสรรเสริญเจริญพรกันทั่วหน้า บางคนบอกว่า จะอยู่อีกนานเท่าไหร่ก็ไม่ว่า
ถ้าทำตามสัญญาที่ให้ไว้ได้จริงๆ ปีใหม่นี้ จะมีคนรักรัฐบาลเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า



