คอลัมนิสต์

ตลาดชาวบ้าน

ตลาดชาวบ้าน

16 ธ.ค. 2558

ตลาดชาวบ้าน : ไปสู่ถนนดินลูกรังโดย เฉลิมศักดิ์ แหงมงาม

            สมัยผมเป็นเด็ก ตลาดใจกลางเมือง จะมีชุมชนไม่หนาแน่น ตึกร้านค้าพาณิชย์มีเฉพาะในตัวเมืองเท่านั้น แม่ผมเป็นแม่ค้าขายผัก จะนำผัก อาหารป่า ไปขายในตัวเมืองทุก ๆ เช้า สถานที่ขาย จะอยู่ในตลาดสดกลางเมือง มีทางเดินแคบ ๆ สำหรับให้คนเดินหาซื้อผัก อาหารหวานคาวรอบ ๆ ตลาดสด บริเวณที่ตั้งอยู่หลังตึกพาณิชย์ติดถนนด้านหน้าของเทศบาล ถนนใจกลางเมือง

            แม่จะวางกระจาดไว้ด้านหน้า มีตั่งไม้นั่งยอง ๆ ใกล้กระจาด แม่ค้าคนอื่นก็เหมือนกัน นั่งเรียงติด ๆ กันกับแม่ ทั้งด้านซ้ายและขวา เป็นแนวยาวเหยียดทั้งสองข้างซอยแคบ ๆ หลังตึกพาณิชย์นั้น แม่นั่งอยู่เป็นประจำ

            สมัยก่อน ผมเข้าใจว่าชีวิตแบบนี้ คือคนมีฐานะเตี้ยติดดิน คนชั้นรากหญ้า หาเช้ากินค่ำ ผมเองเอาชีวิตของแม่ไปเขียนเป็นเรื่องสั้น เรื่องยาว ไม่รู้กี่เรื่องต่อกี่เรื่อง วงการนักเขียนเรียกว่า วรรณกรรมเพื่อชีวิต ซึ่งปัจจุบันน่าจะคลายความนิยมวรรณกรรมแนวนี้ไปแล้ว เพราะสังคมเปลี่ยนไป วิธีคิดของคนเขียนหนังสือก็เปลี่ยนไป

            ผมมีเสื้อผ้าอยู่ไม่กี่ชุด แม่พาไปซื้อในตลาดนั่นแหละ ตลาดมีร้านเสื้อผ้าน่าจะนับร้านได้ คือร้านขายผ้าเป็นชิ้น เจ้าของพันไว้เป็นม้วน ๆ ตั้งให้คนสนใจซื้อหา เดินผ่านไปผ่านมา ได้เข้ามาเลือกสรรเพื่อเอาไปตัดเป็นกางเกงหรือเสื้อ ผ้าถุงสวมใส่ ส่วนร้านขายเสื้อผ้าเป็นชุด จะเป็นร้านขายชุดนักเรียน กางเกง เสื้อที่ไม่ต้องตัด ส่วนหนึ่งแขวนโชว์บนไม้แขวนบ้างเล็กน้อย ส่วนใหญ่จะพับห่อในซองพลาสติกอย่างเรียบร้อย แต่คนซื้อสามารถแกะห่อ นำมาคลี่ทดลอง สวมใส่ว่าจะขนาดพอดีกับกายตนเองได้หรือไม่ ทั้งตลาด แม่พาผมไปดูเพียงร้านเดียวเท่านั้น ที่อื่นไม่น่าจะมี นี่ขนาดในตัวเมืองใหญ่ระดับจังหวัดมีร้านค้าเพียงเท่านี้ ดังนั้น เงินคงยากที่จะสะพัดเป็นสิบหรือยี่สิบล้านบาทต่อวันเหมือนปัจจุบัน

            โลกทุกวันนี้ ผมว่าตลาดขายของชักจะมากเกินไป

            เห็นหน่วยราชการ ออกมากระตุ้นเร่งเร้า ให้มีการจัดตลาดอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าตลาดในเมืองใหญ่ ตลาดเปิดท้ายขายของ ตลาดชายแดน ตลาดระหว่างประเทศ ตลาดตามเทศกาล ตลาดแบกะดิน ไม่ว่างานเทศกาลประจำปี ไปจนถึงงานฤดูหนาว

            บางทีก็ถึงกับเกณฑ์หน่วยราชการให้หาสินค้ามาจำหน่ายกึ่งบังคับ

            สิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ ก็คือมีการแย่งกันระหว่างหน่วยงาน เพื่อจัดตลาดตามที่หน่วยงานตนเองต้องการ เช่นพัฒนาชุมชน จัดตลาดสินค้าโอท็อป เทศบาล จัดสินค้ามาบริการให้คนในท้องถิ่น ผู้ว่าราชการจังหวัดจัดตลาดกระตุ้นสินค้าพื้นบ้านชนบท สินค้าชาวเขาคนบนที่ราบสูง

            สิ่งตามมา คือแย่งกันหาสถานที่ในการจัดงาน ผู้ว่าราชการจังหวัดจัดงานด้านทิศเหนือ นายกเทศมนตรีจัดด้านทิศใต้ จัดกันทีใช้เวลาพอสมควร เป็นการแย่งที่ของคนท้องถิ่น ชาวบ้านร้านตลาด เคยใช้เป็นลานกีฬา สวนสาธารณะออกกำลังกายยามเย็นย่ำ โดยอ้างว่าเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายรัฐบาลปัจจุบัน แล้วก็เก็บค่าเช่าสถานที่คนที่นำสินค้ามาขายเพื่อนำเงินไว้ใช้สอยภายในองค์กรตนเอง

            ดังนั้น ทุกวันนี้ เวลาผมขับรถผ่านตลาดเหล่านี้ ผมจะเห็นร้านค้าเกลื่อนกล่น แผงจำหน่ายเสื้อผ้าไม่รู้กี่ร้าน ยิ่งอาหารหวานคาวไม่ต้องพูดถึง วางอยู่เป็นแผงยาวเหยียด แถมพันธุ์ไม้พื้นบ้าน ไม่รู้สรรหามาจากไหน เห็นเต็มไปหมด รวมถึงร้านค้าของเก่า เครื่องไม้เครื่องมือทางช่าง รับซ่อมกระเป๋า นาฬิกา กุญแจมีเบ็ดเสร็จ

            รายได้ ผมไม่แน่ใจจะดีหรือไม่ เพราะผมรู้สึกว่า มันชักจะมากจนล้น แต่คนซื้อมีเพียงคนในชุมชนแห่งนั้น แถมร้านค้าท้องถิ่น ตึกพาณิชย์ที่อยู่ในชุมชนก็ถูกกระชากรายได้ให้ลดลง เพราะมีร้านค้าต่างถิ่นมาตั้งรบกวน

            นัยว่าเป็นการกระตุ้นรายได้ จัดกันที มีเงินสะพัดหลายสิบล้าน บางแห่งถึงร้อยๆ ล้านบาทกันไปเลย

            ไม่รู้ว่าเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจจริงหรือไม่ ช่วยคนท้องถิ่นจริงหรือไม่ หรือสอนให้คนรุ่นใหม่ใช้เงินอย่างไม่บันยะบันยัง จนกลับกลายเป็นความฟุ่มเฟือย

            อดีตสมัยเด็ก ๆ ผมมีเสื้อพับใส่ตู้เพียงสองสามชุด เอาไว้ใส่ในงานเทศกาล แต่ทุกวันนี้ เด็กรุ่นใหม่แขวนเสื้อกับไม้แขวนบนราวยาวเหยียด หลากสีสัน ใส่เท่าไรก็ใส่ไม่หมด

            หรือประเทศไทยจะถึงยุคแห่งการฟุ่มเฟือยกันแล้วใช่ไหม