คอลัมนิสต์

พรรคใหม่‘ใครได้-ใครเสีย’

พรรคใหม่‘ใครได้-ใครเสีย’

16 ธ.ค. 2558

พรรคใหม่‘ใครได้-ใครเสีย’ : ขยายปมร้อน สำนักข่าวเนชั่น โดย อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ

            ความขัดแย้งระหว่าง พรรคประชาธิปัตย์ และ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ดูจะปริร้าวและขยายวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ บรรยากาศตลอดนับแต่มีข่าว เรียกได้ว่า ไม่สู้ดีนัก หากไม่ติดว่า คสช.มีประกาศคำสั่งห้ามเคลื่อนไหวทางการเมืองของ คสช. เราอาจจะเห็นความขัดแย้งที่รุนแรงมากกว่านี้

            จากที่ฝ่ายประชาธิปัตย์ที่นำทีมโดย “วิลาศ จันทร์พิทักษ์” ออกมารุกไล่ โดยตั้งคำถามไปถึึงการบริหารงานใน กทม. และที่สำคัญเรื่องความสุจริตโปร่งใส ซึ่งแม้ไม่กล่าวหาตัวผู้ว่าฯ เมืองหลวงแบบเต็มๆ แต่การไล่เช็กบิลทีมรองผู้ว่าฯ ที่ละคนๆ ก็ยากที่จะทำให้มองเป็นอย่างอื่นว่า เป้าที่แท้จริงแล้วหมายถึงใครกันแน่

            หากฝ่าย “สุขุมพันธุ์” ดูยังนิ่งไม่ออกมาตอบโต้ แม้จะพบกับนักข่าวในงานต่างๆ แต่ก็เลี่ยงที่จะตอบคำถามนี้ คล้ายกับจะใช้หลักปรัชญา “ความสงบสยบความเคลื่อนไหว”

            แต่แล้วก็มีเสียงลอยมาตามลมว่า ไม่เพียงแต่ประชาธิปัตย์เท่านั้นที่คิดจะตัดสัมพันธ์ แต่ตัว “คุณชายหมู” เองก็ระอาประชาธิปัตย์ไม่น้อยและคิดตีจากพรรคเก่าแก่แห่งนี้

            เสียงลือยังดังอีกว่า การตีจากครั้งนี้เป็นไปอย่างมีขั้นมีตอน โดยเตรียมที่จะตั้งพรรคการเมืองขึ้นมาใหม่ โดย “สุขุมพันธุ์” จะไปจับมือกับ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” ผู้มากบารมีในพรรคประชาธิปัตย์ ที่แม้วันนี้จะประกาศแยกทางกลับไปทำงานในฐานะ “ลุงกำนัน” หลังจากออกมาเป็นแกนนำ กปปส.และประกาศว่าจะไม่เล่นการเมืองอีก แต่ก็เป็นที่รู้กันว่า เขานั้นยังคงมีอิทธิพลสูงต่อนักการเมืองในพรรคประชาธิปัตย์เป็นจำนวนมาก

            ส่วนความสัมพันธ์ของทั้งสองนั้น เรียกว่าอยู่ในระดับที่ดี เพราะเมื่อครั้งที่ “คุณชายหมู” จะลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ สมัยที่สอง ก็ได้ “สุเทพ” นี่เองที่ประกาศหนุน ทั้งๆ ที่ระดับนำในพรรคหลายคนแสดงความไม่เห็นด้วย แต่สุดท้ายแรงหนุนก็ทำให้ได้เป็นผู้สมัครจากพรรคประชาธิปัตย์

            และเมื่อช่วงหาเสียง “สุเทพ” ก็ช่วยอย่างเต็มที่ จนสุดท้าย “สุขุมพันธ์ุ” เข้าป้าย และนั่งเก้าอี้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเป็นสมัยที่สอง

            เสียงลือเดิมเอ่ยอ้างถึงชื่อของ “เนวิน ชิดชอบ” ที่ปัจจุบันผันตัวไปเป็น “บิ๊กเน” บริหารทีม “บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด” จนประสบความสำเร็จ และจากการให้สัมภาษณ์ของเขานั้นยืนยันหลายครั้งว่า สนุกกับการทำทีมกีฬามากกว่าความเป็นนักการเมือง แต่ก็ยังเชื่อกันว่า บารมีของเขายังมีอยู่ในระดับหนึ่ง และคำว่า “ก๊วนเนวิน” ก็ยังมีพลังทางการเมือง

            ทั้งหมดผูกเงื่อนโยงใยมาสู่คำว่า เพื่อเป็นพรรคการเมืองที่มีสายสัมพันธ์อันดีกับทหาร ในวันที่ต้องกลับสู่ภาวะปกติ

            ข่าวเช่นว่ายังไม่มีใครสามารถยืนยันได้ว่าจริงหรือไม่ แต่ที่แน่ๆ กระทบกับคนที่เป็นชื่อและเป็นข่าวอย่างแน่นอน คนแรกก็คือ “สุขุมพันธ์ุ” เพราะข่าวนี้ที่เป็นการจงใจให้เขาออกมาตอบโต้กับพรรคประชาธิปัตย์ที่ยืนปล่อยหมัดอยู่ข้างเดียวมาพักใหญ่ และทำให้เหมือนว่าตัวเขาไม่สิ้นไร้ไม้ตอก

            คนที่กระทบคนต่อมาคือ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” เพราะแค่ข่าวออกมาเท่านั้น ก็เริ่มมีแฟนคลับตะโกนทวงสัญญาเมื่อครั้งเป็น “ลุงกำนัน” ว่าจะไม่กลับไปเล่นการเมืองอีก ขณะที่ฝั่งตรงข้ามก็เปล่งเสียงเหยียดหยามเย้ยหยันว่า สุดท้ายก็ต้องกลืนน้ำลายตัวเอง

            หากยึดเหตุการณ์นี้เป็นการโยนหินถามทางก็เชื่อได้ว่า เขาทั้งสองโดยเฉพาะ “สุเทพ” ก็จะได้รู้ว่า ผลตอบรับที่ออกมาไม่สวย โดยเฉพาะจากกลุ่มผู้ที่เคยสนับสนุนตนเอง และที่สำคัญคือ ต้องไม่ลืมว่าภาพลักษณ์ของทั้งสองคนในด้านการเมืองนั้นไม่สู้ดีนัก

            และหากข่าวที่ออกมานั้นเป็นความจริง ฝั่งผู้ที่กำลังปฏิบัติการอยู่นั้น ไม่น่าที่จะพอใจกับสิ่งที่ปรากฏออกมา เพราะปฏิบัติการเช่นว่าควรจะเป็นไปแบบเงียบๆ รอจนถึงวันและเวลาที่เหมาะสมจึงค่อยเปิดตัวออกมา การออกมาทำให้สังคมได้รับรู้ก่อนจึงเปรียบได้กับการ “แหวกหญ้าให้งูตื่น” การใหญ่ที่จะทำนั้นก็มีโอกาสล้มเหลวสูงก่อน

            หากข่าวนี้ไม่เป็นจริง คนที่เสียหายหนักก็คงไม่พ้นชื่อหลักอย่าง “สุเทพ” เพราะไม่ว่าเขาจะเตรียมการหรือเดินหน้าอะไรต่อไปทางการเมือง น่าจะอยู่ในมุมที่ลำบากไม่น้อย

            ข่าวที่ออกมาเช่นนี้อาจจะสะใจใครบางคน แต่มีใครอีกหลายคนที่ไม่น่าจะพอใจ ทั้งในระดับคิดและระดับปฏิบัติการ เพราะแผนการที่คิดและเตรียมไว้อาจต้องทบทวนและวางแผนใหม่หมด