คอลัมนิสต์

พี่ใหญ่แห่งบูรพาพยัคฆ์

พี่ใหญ่แห่งบูรพาพยัคฆ์

15 ธ.ค. 2558

พี่ใหญ่แห่งบูรพาพยัคฆ์ : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา

           ก่อนสิ้นปีนี้คงต้องจับตาดูว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะตัดสินใจอย่างไรกับ โครงการอุทยานราชภักดิ์

           เพราะคณะกรรมการที่กระทรวงกลาโหมตั้งขึ้นมาไม่น่าจะทอดเวลาให้ยืดเยื้อเพื่อหาจังหวะเปิดเผยบทสรุปไปได้มากกว่านี้ ในเมื่อเป็นคณะกรรมการที่ตั้งขึ้นมาภายหลังกองทัพบกได้สอบสวนจนได้บทสรุปไปแล้ว

           แต่ยังไม่ทันที่ผลการสอบสวนจะออกมาอย่างไร ดูเหมือนว่า เรื่องราวแต่ละช่วงมีให้ต้องลุ้นในทุกจังหวะ

           ถึงแม้ว่า เรื่องนี้ จะถูกขับเคลื่อนผ่าน ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ หรือ ศอตช. ที่มี พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม เป็นประธาน และได้เผยเรื่องราวที่ถูกใจผู้คนในสังคม มาว่า เรื่องนี้มีการทุจริตแน่ๆ แล้วก็ตาม

           แต่การออกมาตอบโต้อย่างเผ็ดร้อนของ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม ถึงบทสรุปของ พล.อ.ไพบูลย์ ก็ดูจะกลายเป็นความขัดแย้งระหว่าง “คนกันเอง” ไปเสียมากกว่า ที่จะเป็นเรื่องราวของการตรวจสอบ

           ฝ่ายหนึ่งที่เฝ้าดูมานาน ได้รับข้อมูลจากเครื่องมือที่มีอยู่ในมือมาพักใหญ่แล้ว เพราะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบในมือ ไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช. ปปง. สตง. ดีเอสไอ แม้แต่สรรพากร ที่เพียงแค่กระดิกนิ้ว ข้อมูลก็ไหลมาแล้ว

           กับอีกฝ่ายที่เป็นผู้ปฏิบัติดูแลโครงการตั้งแต่เริ่มต้น และยอมรับว่า มีคนนอกมาเรียกรับเงินจากโรงหล่อ แต่ก็ได้เอามาคืนให้แก่มูลนิธิแล้ว

           เมื่อฝ่ายหนึ่งได้บทสรุป ก็เลยมีความพยายามโยงใยย้อนยอกไปถึงเรื่องราวแต่หนหลังที่ขับเคี่ยวกันมา

           แล้วก็ไม่รู้กับคำพูดที่ว่า “เป็นนายพรานออกมาจากพุ่มไม้หรืออย่างไร” สะท้อนให้เห็็นภาพที่เด่นชัดขึ้น

           แต่ความชัดเจนจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ “รับรู้” ถึงการเคลื่อนไหวของ ศอตช.นั้น มีมานานแล้ว เห็นได้จากการให้สัมภาษณ์สื่อที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม ว่า ศอตช.รอความชัดเจนจากการตรวจสอบของกระทรวงกลาโหมอยู่

           นั่นก็ย่อมหมายความว่า สิ่งที่ พล.อ.ไพบูลย์ กำลังเดินเครื่องอยู่นี้ ไม่ได้ทำนอก ไม่ได้ทำเหนือ ไม่ได้ทำเผื่อ รวมทั้งไม่ได้ทำเกิน

           เพียงแต่การเปิดห้องให้สองแกนนำ นปช.มายื่นเรื่องให้สอบนั้น เป็นการสยบความเคลื่อนไหวทางการเมือง รวมทั้งการส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวอยากไปส่องไฟฉายที่อุทยานราชภักดิ์เงียบหายไป

           เพราะรัฐบาลแสดงให้เห็นแล้วว่า ไม่ได้ฟังแต่เสียงของคนที่อยากจะฟัง หากแต่ทุกเสียง หากเดินตามช่องทางที่มีอยู่ก็พร้อมที่จะรับไปตรวจสอบ

           แต่ดูเหมือนว่าท่าทีของ พล.อ.ไพบูลย์ ที่น่าจะหมายรวมไปถึง นายกรัฐมนตรีและรัฐบาล ในการเปิดรับอย่างนี้ จะโล่งอกยกภูเขาออกได้เฉพาะส่วน

           ถ้อยแถลงหลังรับหนังสือจาก แกนนำ นปช. กลับพูดยืนยันว่ามีเรื่องทุจริตอยู่จริงนั้น ทำให้ “พี่ใหญ่แห่งบูรพาพยัคฆ์” ต้องออกแรงเพื่อจัดการปัญหา

           ทั้งที่ก่อนหน้านั้นก็สั่งให้กระทรวงกลาโหมตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง หลังจากกองทัพบกสอบไปแล้วแต่เรื่องกลับไม่จบ

           พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรมว.กลาโหม บอกว่า เรื่องนี้ขอให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสอบสวนเสร็จก่อน ตอนนี้ขอให้เลิกพูดเพราะยังไม่มีอะไรคืบหน้า

           แล้วยังบอกด้วยว่า “ได้พูดคุยกับ พล.อ.ไพบูลย์ แล้ว ไม่มีอะไร ทุกคนก็มีแนวคิดของตัวเอง ซึ่งเรียบร้อยดี ไม่มีอะไรต้องกังวล”

           ปัญหาคือ ไม่มีใครรู้ว่า ที่ พล.อ.ประวิตร กับ พล.อ.ไพบูลย์ “คุยกัน” นั้น มีเนื้อหาอย่างไร

           แต่ทุกคนรู้ว่า เรื่องความโปร่งใสของโครงการอุทยานราชภักดิ์นั้น ไม่เกี่ยวกับความเป็นพี่น้อง ความผิด-ถูก ความโปร่งใส ไม่อาจใช้ความเป็นพี่-น้อง มาเสริมสร้าง หรือกลบเกลื่อน

           และที่ยังไม่รู้ก็คือ นายกฯ ได้มอบหมายให้ พล.อ.ประวิตรไปคุยกับ พล.อ.ไพบูลย์ หรือ พล.อ.ประวิตร ไปขอคุยเอง

           แต่ที่แน่ๆ พล.อ.ประยุทธ์ พูดชัดเจนว่า ให้รอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเรื่องนี้เสียก่อน ไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช. ปปง. ป.ป.ท. สตง.

           หน่วยงานที่นายกฯ ว่ามานี้ คือ มือไม้ของพล.อ.ไพบูลย์ ในฐานะ ประธาน ศอตช.!