คอลัมนิสต์

การเมืองกับโกงกิน

การเมืองกับโกงกิน

15 ธ.ค. 2558

การเมืองกับโกงกิน :บทบรรณาธิการประจำวันอังคารที่ 15 ธันวาคม 2558

           ดูเหมือนว่า ประเด็นการตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชั่น อันเป็นหัวใจของการปฏิรูปชาติบ้านเมือง กำลังถูกใช้เป็นอาวุธประหัตประหารกันในทางการเมือง ไปพร้อมๆ กับกิจกรรมที่เชื่อกันว่า เป็นการปัดกวาดเช็ดถูอันควรเป็นเรื่องที่ได้รับการสนับสนุนจากทุกฝ่ายให้เกิดการประสานงานจนสามารถนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบนับตั้งแต่องค์กรอิสระซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีอยู่ ก่อนที่จะนำขึ้นสู่ศาลยุติธรรมเพื่อสร้างความกระจ่างหรือนำคนผิดมาลงโทษ กรณีโครงการอุทยานราชภักดิ์ ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบของคณะกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งจากกระทรวงกลาโหมเพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า เกิดการทุจริตขึ้นจริงหรือไม่ และจะต้องมีใครรับผิดชอบนั้น เอาเข้าจริงสังคมก็ยังคงคลางแคลงใจอยู่ไม่น้อยว่า ผลการสอบสวนจะออกในแบบลูบหน้าปะจมูกหรือไม่ ที่สำคัญก็คือ เรื่องราวได้ถูกใช้เป็นประเด็นทางการเมือง เพื่อชิงความได้เปรียบของแต่ละฝ่าย

           ล่าสุด การออกมาแฉโพยของนายวิลาศ จันทรพิทักษ์ อดีต ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ ถึงความไม่ชอบมาพากลในการบริหารงานในกรุงเทพมหานคร(กทม.) ซึ่งเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีผู้บริหารสูงสุดมาจากการเลือกตั้งจากพรรคการเมืองเดียวกัน โดยเฉพาะโครงการจัดหาเปียโน 400 หลังเพื่อการเรียนการสอนวิชาดนตรีของโรงเรียนในสังกัดกทม.จำนวน 197 แห่ง รวมงบประมาณ 585 ล้านบาท ไม่เป็นไปตามจุดประสงค์ ดูเหมือนกำลังจะกลายเป็นประเด็นทางการเมืองไปอีกเรื่องหนึ่งแล้ว เพราะแม้ว่า นายวิลาศจะยืนยันเดินหน้ายื่นเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) สอบสวน แต่อีกด้านหนึ่งก็มีข่าวว่า บุคคลระดับอดีตแกนนำในพรรคพยายามล็อบบี้ให้นายวิลาศหยุดเคลื่อนไหว เพราะเป้าหมายคือ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม.นั้น อยู่ในกลุ่มของอดีตแกนนำคนสำคัญ

           ยิ่งไปกว่านั้น ดูเหมือนว่า กระแสข่าวที่ออกมาจะต่อยอดออกไปเรื่อยๆ ถึงปัญหาภายในของพรรคประชาธิปัตย์ มากกว่าที่จะมุ่งในเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชั่นว่าเกิดขึ้นจริงตามที่นายวิลาศออกมาเปิดประเด็นอย่างต่อเนื่องหรือไม่ อย่างเช่นที่ว่า มีความพยายามจะประนีประนอมเพื่อยุติความขัดแย้งกันระหว่าง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค กับ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ซึ่งข่าวอ้างว่า ระหองระแหงกันมาตั้งแต่ครั้งเลือกเฟ้นผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่นายอภิสิทธิ์ ต้องการจะส่งนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคแทนที่จะเป็น ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ตามแรงสนับสนุนของอีกฟากฝ่ายในพรรค ซึ่งความขัดแย้งนั้นดำเนินเรื่อยมา จนถึงปมประเด็นการเคลื่อนไหวของนายวิลาศหลายครั้งหลายหน โดยการเปิดแถลงข่าวขึ้นที่พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งฝ่ายของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์เชื่อว่า ผู้ใหญ่ในพรรคต้องแอบให้ท้ายหรือรู้เห็นเป็นใจด้วยแน่นอน

           นับเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่ง หากกรณีโครงการอุทยานราชภักดิ์ และความไม่ชอบมาพากลการจัดซื้อจัดจ้างอุปกรณ์การเรียนการสอนสำหรับโรงเรียนในกทม.จะต้องกลายเป็นประเด็นการเมืองไปโดยที่บทสรุปคือผลประโยชน์ทางการเมืองมากกว่าที่จะสามารถนำคนกระทำความผิดคิดคดมาลงโทษได้ เหล่านี้ล้วนสะท้อนถึงความจริงใจต่อปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นซึ่งเป็นดั่งมะเร็งร้ายที่กัดกร่อนสังคมไทยมานานนม และไม่มีทีท่าว่าจะเยียวยากันอย่างไร ในเมื่อวันนี้ เรื่องการคอร์รัปชั่นอย่างน้อยก็ 2 กรณี กำลังกลับกลายเป็นอาวุธทางการเมือง ที่ใช้เอาชนะกันด้วยวิธีการแบล็กเมล์