
บทเรียนปฏิรูปเมียนมาร์
บทเรียนปฏิรูปเมียนมาร์ : โลกสาระจิปาถะ โดยกวี จงกิจถาวร
ย่างกุ้ง-หลังการเลือกตั้ง 8 พฤศจิกายน เมียนมาร์ได้กลายเป็นประเทศเนื้อหอมทันที ใครก็อยากเข้าหา ใกล้ชิดและร่วมมือ ผู้เขียนได้เวลาสองวันนั่งคุยกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเมียนมาร์มีส่วนทำให้ประเทศที่ครั้งหนึ่งเคยถูกตราหน้าว่าเป็นประเทศน่ารังเกียจที่สุดของโลก มาเป็นประเทศมีภาพลักษณ์ดีมากๆ มีประชาธิปไตย จนกลายเป็นประเทศทุกคนสนใจ นักท่องเที่ยวต้องมาแวะเที่ยว ไม่เหมือนก่อน
ที่สำคัญที่สุด ทุกคนอยากรู้ว่านางออง ซาน ซูจีสามารถนำพาประเทศเมียนมาร์ไปสู่ประชาธิปไตยแท้จริงได้หรือไม่ อย่างไร ไม่มีประเทศไหนในโลกสามารถเริ่มต้นการปฏิรูปการเมืองได้ในลักษณะนี้
เมียนมาร์เคยเป็นประเทศถูกสาปมาเป็นเวลานาน ได้อังกฤษเข้ามาครอบงำมาเป็นเวลานานกว่า 118 ปี หลังได้รับอิสรภาพปี 1962 เพียงไม่กี่ปีเท่านั้นที่ได้ลิ้มรสประชาธิปไตย หลังจากนั้นต้องมาเผชิญการเมืองที่นำไปสู่ระบอบการเมืองสังคมนิยมแบบพม่า ที่ทั้งโลกถูกโดดเดี่ยวมาเป็นห้าสิบกว่าปี ตั้งแต่ปี 1962 เป็นต้นมา
ฉะนั้นผู้นำและประชาชนเมียนมาร์ได้รับบทเรียนจากประสบการณ์ถูกต่างชาติเข้ามาครอบครอง และรู้ว่าใครเป็นศัตรูและวาระของชาติคืออะไร?
เจ้าหน้าที่เมียนมาร์ที่ได้พูดคุยมักบอกว่า ผู้นำเมียนมาร์ต่างจากผู้นำไทย ตรงที่ว่าถ้าพวกเขาตั้งเป้ายุทธศาสตร์ไว้แล้ว ต้องทำให้ได้ ตามทำจนเสร็จ ห้ามลังเลใจเด็ดขาด นี่คือความมุ่งมั่นของรัฐบาลเมียนมาร์ของประธานาธิบดีเต็ง เส็ง ที่มีนายพลตัน ฉ่วย อยู่เบื้องหลัง
ดูตัวอย่างจากประสบการณ์ที่รัฐบาลเมียนมาร์ได้นำแผนสันติภาพเจ็ดขั้นตอนมาปฏิบัติ ปี 2003 จะพบว่า เมื่อนโยบายได้มีมติยอมรับแล้ว ทุกคนต้องทำทุกขั้นตอน จึงอธิบายได้ว่า รัฐบาลเมียนมาร์ไม่ยอมละทิ้งเป้าหมายที่ได้วางไว้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
หลังร่างรัฐธรรมนูญเสร็จไม่นานในปี 2008 รัฐบาลเมียนมาร์เจอมรสุมหนัก ต้องเผชิญกับพายุนาร์กิสที่ได้ถล่มในบริเวณที่ราบอิระวดี จนทำให้ประชาชนเสียชีวิตหลายพันคน และชาวบ้านเป็นล้านคนเดือดร้อน มันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ประเทศต่างๆ ต้องการเข้ามาช่วยเหลือ เนื่องจากรัฐบาลไม่มีขีดความสามารถ จนทำให้รัฐบาลต้องเปิดประเทศให้ต่างชาติเข้าพร้อมกับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่ฝ่ายเมียนมาร์เองไม่สามารถจัดหาได้
ถึงแม้ว่าจะมีความช่วยเหลือจากต่างประเทศเข้ามามากมาย รัฐบาลเมียนมาร์ยังยืนยัน เป็นผู้ตัดสินใจว่าจะเอาหรือไม่ ต้องการมากน้อยแค่ไหน ต่อมากลายเป็นสาเหตุหนึ่งทำให้เกิดความล่าช้าในการให้ความช่วยเหลือ ถึงกระนั้นก็ดี ผู้นำพม่ายังดื้อรั้น คือผลักดันแผนการลงประชามติต่อไป ไม่ยอมเลื่อนวัน ถึงแม้จะมีข่าวลือออกมาก็ตาม นี่แสดงให้ถึงความมุ่งมั่นของทหารพม่าและรัฐบาลที่ต้องการปฏิบัติตามแผนสันติภาพเจ็ดข้ออย่างไม่ยอมประนีประนอม
ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งในวันที่ 8 พฤศจิกายน รัฐบาลเมียนมาร์มีความตั้งใจที่สุด อยากเห็นการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นที่จดจำทั่วโลกว่ามันยุติธรรมและโปร่งใส เป็นตำนานของรัฐบาลชุดนี้ เพราะมีผู้สังเกตการณ์เป็นหมื่นคน จนเป็นที่ยอมรับว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีการโกงน้อยที่สุด
พอสรุปได้ว่า แผนสันติภาพเจ็ดข้อที่นายพลตัน ฉ่วยได้ประกาศนำมาใช้ ได้มีการนำไปปฏิบัติอย่างครบถ้วนทุกกระบวนเพลง ไม่มีการยอมถอย ฝ่าฟันอุปสรรคทุกชนิด รวมทั้งมาตรการเด็ดขาดที่ต้องปราบกลุ่มท้าทายประชาธิปไตยเช่นกรณีที่มีประชาชนและพระสงฆ์ออกมาเดินประท้วงรัฐบาลในเดือนกันยายน ปี 2007 หรือปราบนักศึกษาที่ต้องการปฏิรูประบอบการศึกษาในช่วงต้นปี รวมทั้งอุทกภัยที่เกิดขึ้นในกลางปีนี้กระทบกระเทือนเกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ จนมีข่าวลือหนาหูว่าการเลือกตั้งอาจจะเลื่อน แต่ในที่สุดก็ไม่ได้เลื่อน
นี่คือเรื่องราวของประสบการณ์เมียนมาร์ที่น่าศึกษา เนื่องจากโลกตะวันตกโจมตีเมียนมาร์แทบทุกวันในช่วงหลังปี 1988 ตอนนี้ประเทศนี้ประสบผลสำเร็จมีการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยตามที่ประชาคมโลกคาดหวังไว้ จนสร้างความประหลาดใจให้แก่คนทั้งโลก เลือกตั้งครั้งนี้มีการซื้อเสียงน้อยมากๆ จนเหลือเชื่อ ตอนนี้นักวิเคราะห์ในและนอกประเทศเริ่มมองดูบทบาททหารเมียนมาร์ในลักษณะที่แตกต่างออกไปจากในอดีต เพราะถือว่ามีการวางรากฐานของการปฏิรูปที่แท้จริงในสังคมเมียนมาร์ ถึงแม้ว่าการเดินทางไปสู่เป้าหมายที่วางไว้นั้นมีการใช้มาตรการโหดเหี้ยม ไร้มนุษยธรรม
ขณะนี้คนเมียนมาร์ต้องพิจารณาดูว่าผลพลอยได้ในสังคมตอนนี้ มันคุ้มค่าไหม กับทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมา ที่ต้องเสียไป? คนเมียนมาร์เท่านั้นที่ตอบคำถามนี้ได้



