
รธน.ในบริบทของสังคมไทย
รธน.ในบริบทของสังคมไทย : บทบรรณาธิการประจำวันที่14ธ.ค.2558
คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เดินหน้าปฏิบัติการร่างรัฐธรรมนูญอย่างรัดกุมภายใต้เงื่อนไขเวลาที่รัฐบาลได้กำหนดไว้ให้ โดยจะมีการเปิดเนื้อหาร่างแรกต่อสาธารณชนในวันที่ 29 มกราคม 2559 จนมาถึงสัปดาห์มหามงคลนี้ ทราบว่าเสร็จสิ้นไปแล้วเกือบ 200 มาตรา หรือราวกว่า 70% ซึ่งเรื่องที่กำลังจะเร่งพิจารณาให้แล้วเสร็จคือ การปกครองท้องถิ่น การปฏิรูปต่างๆ และบทเฉพาะกาล ที่ต้องรอรับฟังความเห็นจากหลายฝ่าย โดยมุ่งหวังให้ร่างรัฐธรรมนูญเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย ไม่ได้เขียนให้มีอำนาจนิยมหรืออำนาจเผด็จการ ที่สำคัญได้มีการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมเสนอข้อคิดเห็นจนหลายครั้งที่นักการเมืองค้อนขวับด้วยข้อสังเกตของเนื้อหาส่วนใหญ่เอื้อประโยชน์ให้ฝ่ายการเมืองน้อยมาก
จุดมุ่งหมายของ กรธ.นอกจากจะเน้นย้ำให้ทุกภาคส่วนร่วมกันตรวจสอบนักการเมืองแล้ว คณะผู้ออกแบบยังหามาตรการป้องกันตั้งแต่ต้นเหตุของปัญหาความขัดแย้ง รวมทั้งเมื่อเกิดสุญญากาศทางการเมืองขึ้นมาดังเช่นก่อนเหตุการณ์วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เพื่อป้องกันการยึดอำนาจ โดยจะไม่ตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ หรือ คปป. เพื่อแก้ปัญหา แต่ได้ยกตัวอย่างหากฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติเกิดความขัดแย้งกันหรือวิกฤติในการทำงานไม่ได้ เราก็ยังมีฝ่ายตุลาการเป็นคนกลางคอยไกล่เกลี่ย ซึ่งอาจใช้อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ หรืออีกรูปแบบให้ประธาน 3 ศาล ประกอบด้วย ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลฎีกา และประธานศาลปกครองสูงสุด หาทางออกร่วมกัน
นั่นเป็นเพียงความคิดเห็นบางส่วนที่ยังไม่ตกผลึก ยังคงมีความเห็นอีกหลายมิติจากอีกหลายฝ่ายที่ถูกนำเสนอออกมาในเรื่องสำคัญๆ อาทิ ที่มาและคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ซึ่งประเด็นนายกรัฐมนตรีคนนอกนั้น นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ โฆษก กรธ.บอกว่า ไม่มีประเทศไหนในโลกกำหนดว่านายกรัฐมนตรีต้องเป็น ส.ส.เท่านั้น ในเมื่อ กรธ.กำหนดไว้ว่า พรรคการเมืองจะต้องเสนอชื่อผู้ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี เวลาเลือกตั้ง ส.ส.แล้วให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้เลือก ดังนั้น คนที่พรรคการเมืองไม่ได้เสนอชื่อก็เป็นนายกรัฐมนตรีไม่ได้ เป็นการสกัด “อีแอบ” หรือ “ไอ้โม่ง” ได้อยู่แล้ว และพรรคการเมืองเองก็ต้องหารือกับสมาชิกพรรคและผู้สนับสนุนเวลาจะเสนอชื่อ ให้มาเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยเมื่อคุยกันรู้เรื่องก็จบ จะนายกรัฐมนตรีคนนอกหรือคนในก็ขึ้นอยู่กับพรรคเพราะพรรคเป็นคนเลือกมาเอง
ยังคงบอกไม่ได้ว่า รัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นทำคลอดของ กรธ.นี้ จะเป็นฉบับก้าวหน้าที่นำพาชาติบ้านเมืองและประชาชนชาวไทยไปสู่แสงสว่างปลายอุโมงค์จากความขัดแย้ง หรือถอยหลังเข้าคลองอย่างที่บางฝ่ายปรามาสไว้ หากมองย้อนกลับไปตลอดเวลา 83 ปี ที่ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญใช้ แต่ประชาธิปไตยของเราก็สะดุดหลุดขาดมาหลายครั้ง โดยเฉพาะมีการรัฐประหารถึง 13 ครั้ง เหตุหนึ่งมาจากการขาดการเรียนรู้การเข้าใจในประชาธิปไตยอย่างแท้จริง รวมถึงความไม่ตรงไปตรงมาขององค์กรที่บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ซึ่ง กรธ.คงต้องใช้พยายามเต็มความสามารถที่จะทำให้รัฐธรรมนูญเหมาะกับสภาวะของประเทศไทยและคนไทยให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้



