คอลัมนิสต์

มติครม.8กันยายน

มติครม.8กันยายน

11 ธ.ค. 2558

มติครม.8กันยายน : กระดานความคิด โดยน้ำเชี่ยว บูรพา

           เข้าตำรา “ผีซ้ำด้ำพลอย” จริงๆ…กับวิกฤติทางการบินที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ หลัง “สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติของสหรัฐ” หรือเอฟเอเอ ประกาศลดอันดับมาตรฐานการบินของไทยลงไปอยู่ในกลุ่มที่ 2 หรือ Category-2 ด้วยเหตุที่ี่ยังไม่เห็นความคืบหน้าของการแก้ไขปัญหามาตรฐานด้านการบินของไทย

           และใช่จะมีแต่เอฟเอเอนี้เท่านั้น ก่อนหน้านี้ประเทศไทยก็ถูก “องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ” หรือไอเคโอ “ปักธงแดง” ที่แสดงให้เห็นถึงวิกฤติมาตรฐานด้านการบินของประเทศมาหนแล้ว และยังต้องลุ้นหน่วยงานกำกับมาตรฐานด้านการบินของประเทศอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติของยุโรป หรือเอียซ่า สำนักงานบริหารการบินแห่งชาติของญี่ปุ่น (เจแคป) และประเทศอื่นๆ จะบัญชีดำตามรอยเอฟเอเอหรือไม่

           ลำพังวิกฤติเศรษฐกิจที่ประเทศไทยเผชิญอยู่ก็หนักหนาสาหัสอยู่แล้ว อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2558 ที่เคยวาดฝันกันไว้สวยหรูว่าจะพลิกฟื้นคืนมาได้ หลังจากในปี 2557 ที่ขยายตัวเพียง 0.9% เท่านั้น เอาเข้าจริงเศรษฐกิจในปีนี้กลับยังคงอยู่ในสภาพ “หืดจับ” จะประคับประคองให้ผ่าน 2.7-2.8% ได้หรือไม่ ทุกฝ่ายยังคงลุ้นระทึกอย่างใจหายใจคว่ำกันอยู่

           ขณะที่เสถียรภาพของรัฐบาลเองยังมาเจอกับวิกฤติศรัทธาจากกรณี “หัวคิว” ที่กำลังเรียกแขกเข้าให้อีก เพราะก่อนหน้านี้ นายกฯ และหัวหน้า คสช. ประกาศมาแล้วว่า คนโกงจะต้องไม่มีที่ยืนในสังคม

           แต่กรณีดังกล่าวดูจะ “บั่นทอน” ต้นทุนของรัฐบาล คสช.ตกต่ำ!

           กับเรื่องที่จั่วหัวไว้ เรื่องของ “สัญญาทำการตลาด 3 จีด้วยเทคโนโลยีบีบอัดสัญญาณ HSPA” ของ “กสท-ทรูมูฟ” ที่ล่าสุดสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่เข้ามาตรวจสอบงบการเงินของบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ “แคท” ประจำปี 2557 ก่อนระบุผลการตรวจสอบว่า พบการทำสัญญาทำการตลาด 3 จีด้วยเทคโนโลยี HSPA ในอดีตจ่อจะทำให้แคทต้องเสียเปรียบเอกชนยังความเสียหายแก่รัฐนับหมื่นล้านบาท พร้อมกับสั่งให้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อไล่เบี้ยหาผู้รับผิดชอบทั้งทางแพ่ง-อาญา

           ในรายงานของ สตง. นั้นระบุว่า สัญญาทำการตลาดมือถือ 3 จี HSPA ดังกล่าวทำให้รัฐเสียเปรียบคู่สัญญาเอกชนหลายประการ อาทิ การขายส่งบริการที่ กสท ทำสัญญา กับบริษัท เรียล มูฟ จำกัด โดยตกลงชำระค่าบริการเป็นรายเดือนตั้งแต่งวดเดือนกรกฎาคม 2554 ถึงงวดเดือนธันวาคม 2557 เป็นเงิน 49,864 ล้านบาท แต่บริษัทยืนยันการชำระหนี้เพียง 37,665 ล้านบาท ที่เหลือจำนวน 12,199 ล้านบาทนั้นจนปัจจุบันยังไม่มีการเจรจาหาข้อยุติ

           ขณะที่การเช่าเครื่องและอุปกรณ์วิทยุคมนาคมเพื่อให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ HSPA นั้น ตามสัญญากำหนดให้บริษัทจัดหาเครื่องและอุปกรณ์สถานีฐานให้ กสท เช่าใช้จำนวน 13,500 ชุด ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2555 แต่บริษัทไม่สามารถจัดหาให้ครบได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งบริษัทต้องชำระค่าปรับให้ กสท เป็นเงิน 2,365 ล้านบาท แต่ปัจจุบัน บริษัทยังไม่ได้จ่ายชำระค่าปรับให้ กสท.แต่อย่างใด

           ที่จริง สตง.นั้นเคยล้วงลูกเข้ามาตรวจสอบสัญญาทำการตลาด 3 จีดังกล่าวและเคยชี้มูลว่า ขัดตัวบทกฎหมายหลายฉบับไปนานแล้ว การตรวจสอบครั้งล่าสุดนี้ จึงเป็นการตอกย้ำอีกครั้ง

           ไม่เพียงแต่รายงานของ สตง.ข้างต้น ก่อนหน้านี้เมื่อปี 2555 คณะกรรมการ ป.ป.ช. เองก็เคยตั้งอนุกรรมการไต่สวนโครงการนี้ ที่มี ศ.เมธี ครองแก้ว กรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธาน ก่อนที่อนุกรรมการไต่สวนจะสรุปผลตรวจสอบและแถลงกันใหญ่โตเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2555 โดยมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าโครงการนี้กระทำผิดกฎระเบียบ กฎหมายหลายต่อหลายฉบับพร้อมกับชี้มูลความผิดอดีตซีอีโอแคท และกรรมการบอร์ด กสท ในขณะนั้นอีกนับสิบคน ฐานละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

           แต่ล่วงเข้ามาวันนี้กว่า 3 ปีเข้าไปแล้ว ผลไต่สวนของอนุกรรมการไต่สวนที่ว่านี้ไม่เพียงจะ “หายเข้ากลีบเมฆ” ไปดื้อๆ เท่านั้น วันดีคืนดี ป.ป.ช.ชุดใหญ่ยังตั้งแท่นจะรื้อคดีอื้อฉาวนี้กลับมานับ 1 ใหม่กันเสียอีก!

           หนักไปกว่านั้น อดีตผู้บริหารแคทที่ว่ายังได้รับแต่งตั้งจากรัฐบาล คสช.ชุดนี้ให้เป็นที่ปรึกษา รมต.คมนาคม เสียอีก

           ย้อนกลับไปดูมติ ครม. เมื่อ 8 กันยายน ดูก็ได้!