คอลัมนิสต์

โปร่งใสหยุดไฟลามทุ่ง

โปร่งใสหยุดไฟลามทุ่ง

11 ธ.ค. 2558

โปร่งใสหยุดไฟลามทุ่ง : บทบรรณาธิการประจำวันศุกร์ที่ 11 ธันวาคม 2558

           ขณะกระแสเรียกร้องให้การดำเนินการตรวจสอบขบวนการทุจริตก่อสร้างโครงการอุทยานราชภักดิ์ กำลังไปเป็นอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะได้กลายเป็นแรงกดดันทางการเมืองที่มีต่อรัฐบาล และกองทัพโดยตรงไปแล้วนั้น สังคมไทยก็ได้รับคำยืนยันจากผู้นำสำคัญของประเทศ ที่ออกมาประกาศเจตนาต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบ โดย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ประเทศไทยโปร่งใสได้อย่างไร” เนื่องในวันต่อต้านคอร์รัปชั่นสากลตอนหนึ่งว่า “พวกเราต้องไม่ยอมให้คนไม่ดีมานั่งปล้นชาติเราทุกวันๆ ฉะนั้น ต้องหาทางกำจัดตัวเวรและตัวน่ารังเกียจให้หมดไปจากประเทศเราให้ได้” แม้สังคมจะคุ้นเคยกับบทบาทของประธานองคมนตรีที่มักจะพูดในทุกเวทีทั้งแช่งชักและวิงวอนให้ช่วยกันต่อต้านคนโกงชาติบ้านเมืองเสมอมา แต่สำหรับคราวนี้ พล.อ.เปรม ใช้คำว่า “พวกเวร” ซึ่งถือว่า แรงที่สุดเท่าที่เคยแสดงความเห็นสู่สาธารณะ

           ในยามนี้ สังคมย่อมรับรู้เหมือนๆ กันว่า เรื่องการตรวจสอบการทุจริตฉ้อโกงถูกแบ่งออกเป็น 2 ฟากฝ่าย ทั้งๆ ที่ควรจะอยู่ในขบวนการตรวจสอบมาตรฐานเดียวกันแต่กลับถูก “การเมือง” ชักนำไปเป็นประโยชน์ กรณีแรกคือ โครงการรับจำนำข้าว และการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี ซึ่งมีทั้งประเด็นอดีตนายกรัฐมนตรี ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ไม่ยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นกับโครงการ กับการทุจริตขายข้าวแบบจีทูจี ซึ่งพรรคเพื่อไทยและกลุ่มการเมืองแนวร่วมเห็นว่า รัฐบาลกลั่นแกล้งและเลือกปฏิบัติ ขณะในอีกด้านหนึ่ง ได้เกิดกรณีอื้อฉาวกับโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ ที่ผู้นำกองทัพก็ออกมายอมรับเองว่า เกิดการชักหัวคิวหรือทุจริตขึ้นจริงในขั้นตอนการหล่อพระรูปพระบูรพมหากษัตริย์ หากแต่ไม่มีนายทหารเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยซึ่งสร้างความคลางแคลงใจให้แก่สังคมไม่น้อย ซึ่งต่อมาก็มีความเห็นจากแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ว่า การจุดกระแสทุจริตราชภักดิ์ขึ้นมาก็เพื่อจะกลบกรณีทุจริตจำนำข้าว

           อย่างไรก็ตาม สำหรับกรณีทุจริตจีทูจี และโครงการจำนำข้าว เป็นคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นั่นก็หมายความว่า กระบวนการทั้งหมดต้องรอคำพิพากษา ซึ่งก็ถือได้ว่าเป็นไปตามครรลองของบ้านเมืองแล้ว จึงทั้งฝ่ายที่ออกมาพูดว่า ผู้ถูกกล่าวหากถูกกลั่นแกล้ง หรือแม้แต่ฝ่ายที่ออกมาตอบโต้ ย่อมล้วนแต่เป็นประเด็นทางการเมืองอันว่าด้วยการสร้างกระแสด้วยกันทั้งสิ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง กรณีทุจริตโครงการราชภักดิ์ที่ยังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบของกระทรวงกลาโหม หลังผ่านพ้นจากกองทัพบกมาแล้ว แต่สังคมยังไม่พึงใจต่างหาก ที่ควรจะต้องเร่งสร้างความโปร่งใส และนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบที่เป็นกลางและเป็นที่ยอมรับมากกว่า “คนกันเอง” ในอีกระดับหนึ่งต่อไปด้วย

           สังคมตระหนักรู้กันถ้วนทั่วว่า ในรัฐบาลและ คสช.นั้น ประกอบขึ้นด้วยบุคคลสำคัญในกองทัพ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเพื่อน เป็นพี่ เป็นน้องร่วมสถาบันกันทั้งสิ้น จึงยากยิ่งที่จะไม่ถูกข้อครหาในเรื่องความเป็นกลาง ซึ่งสุดท้ายก็จะส่งผลต่อการยอมรับผลการสอบสวนที่กำลังจะออกมาจากคณะกรรมการชุดของกระทรวงกลาโหม นั่นอาจจะหมายถึงการเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบตามมา ซึ่งจะไม่หยุดเพียงแค่การปรับคณะรัฐมนตรี ด้วยการนำ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมเท่านั้น ในเมื่อความเชื่อมั่นกำลังถูกทำให้ถดถอย ทั้งด้วยกระแสการเมืองที่รุมเร้า และข้อเท็จจริงอันเกิดจากเนื้อใน จนกลายเป็นไฟลามทุ่ง ร้อนเดิือดถึงรัฐบาลทั้งคณะ