คอลัมนิสต์

เรื่องเล่าของ‘นักเพลง’2ยุค

เรื่องเล่าของ‘นักเพลง’2ยุค

10 ธ.ค. 2558

เรื่องเล่าของ‘นักเพลง’2ยุค : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา

          การเมืองเรื่องอุทยานราชภักดิ์ กำลังเข้มข้น ก็มีคนนำเอาเพลง “ไสว่าสิบ่ถิ่มกัน” ไปเปรียบเปรยกับ “ตัวละครหลัก” ในเรื่องนี้

          พูดตรงๆ คนกลุ่มนั้นต้องการสื่อถึงความเป็นเอกภาพของคณะทหาร ที่ปกครองบ้านเมืองอยู่ เหมือนจะบอกว่า พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร อาจถูกโดดเดี่ยวจากพี่เพื่อนน้อง

          บังเอิญคำว่า “ไสว่าสิบ่ถิ่มกัน” ถอดความได้ว่า “ไหนจะไม่ทิ้งกัน” จึงดูจะเข้ากับสถานการณ์การเมืองเรื่องอุทยานราชภักดิ์พอดิบพอดี

          คนทั่วไปอาจได้ยินเพลงนี้ครั้งแรกจากรายการวิเคราะห์ข่าวการเมืองทางช่องทีวีดิจิทัล จึงรู้สึกงุนงงเล็กน้อย ส่วนคอเพลงลูกทุ่งต่างคุ้นหูกับเพลงนี้เป็นอย่างดี เพราะเพลงไสว่าสิบ่ถิ่มกันนั้น มีคนเข้าชมผ่านยูทูบมากกว่า 30 ล้านวิว

          จริงๆ แล้ว เพลง “ไสว่าสิบ่ถิ่มกัน” ไม่ใช่เพลงของค่ายใหญ่ แถมนักร้องก็โนเนม แม้จะเคยมีสังกัด แต่ผลงานเพลงก็ล้มเหลว จนหมดสัญญากับทางค่ายเพลง เขาก็เดินทางกลับบ้านต่างจังหวัด

          โชคดีที่ยุคนี้ สื่อดิจิทัล สื่อโซเชียลมาแรง “ยูทูบ” ทำให้ทุกคนเข้าถึงผลงานเพลงของนักร้องได้ง่ายและเท่าเทียมกัน

          ไม่ว่าคุณจะเป็นนักร้องค่ายใหญ่ หรือนักร้องไร้สังกัด ต่างก็มีสิทธิ์เผยแพร่ผลงานผ่านยูทูบ และประชาชนก็เลือกเสพงานเพลงได้ตามใจปรารถนา

          ต่างจากในอดีต ที่สื่อทีวีหรือสื่อวิทยุถูกผูกขาดโดยกลุ่มทุนหรือค่ายเพลง ฉะนั้นโอกาสของนักร้องไร้สังกัดแทบเป็นศูนย์

          “ก้อง ห้วยไร่” หรือ “ก้องหล้า ยอดจำปา” เลือกทำเพลงตามใจชอบ เขียนเอง ร้องเองและใช้บริการยูทูบเผยแพร่ผลงาน

          “เพลงนี้มันเป็นเพลงอกหักแบบบ้านๆ พอเราโพสต์โดยตั้งใจทำเหมือนกับค่ายใหญ่เขาทำกัน เพราะยูทูบคนจะนิยมกันมาก กระแสก็มาจริงๆ”

          ก้อง ห้วยไร่ เล่าให้นักข่าวฟังถึงความสำเร็จของ “นักเพลงอิสระ” ในยุคสื่อดิจิทัล

          “พอมามียูทูบ ผมว่ามันเป็นสื่อที่ช่วยเราได้ สามารถนำเพลงที่เราทำ ไปให้คนทั่วโลกได้รู้จัก ยุคนี้ผมว่าเราทำเพลงให้ดี ให้เป็นตัวเราแล้วใช้ยูทูบไม่ต้องไปสังกัดค่ายใหญ่ ก็ได้”

          จากกรณีของ “ก้อง ห้วยไร่” ทำให้นึกถึง “เจ้าของค่ายเพลง” ที่เพิ่งจากไปเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา นั่นคือ สรรเสริญ รุ่งเสรีชัย แห่งค่ายบ๊อกซิ่งซาวด์

          18 ปีที่ผ่านมา นักนิยมเพลงลูกทุ่งต้องรู้จักเพลง “เลิกแล้วค่ะ” กับนักร้องชื่อ อาภาพร นครสวรรค์ ซึ่งในเวลานั้น บ๊อกซิ่งซาวด์เป็นค่ายเพลงระดับแถวหน้าของเมืองไทย

          เปิดทีวีช่อง 5 หรือช่อง 9 ตอนดึกๆ ก็จะเห็นรายการเพลงของค่ายบ๊อกซิ่งซาวด์ยึดหน้าจอ ไม่แพ้ค่ายโฟร์เอส

          “สรรเสริญ” เป็นชาวราชบุรี เริ่มต้นจากการทำค่ายมวย “ส.ลูกราชบุรี” จนมีชื่อเสียงโด่งดังในช่วงปี 2510-2516 และกลายเป็นบันไดให้เล่นการเมืองท้องถิ่น ก่อนจะหันเหมาทำร้านอาหาร พร้อมรับจัดงานสวนสนุก

          อยู่มาวันหนึ่ง เกิดชอบในน้ำเสียงเด็กราชบุรี “รังสี เสรีชัย” เลยลงทุนทำแผ่นเสียงเพลง “น้ำกรดแช่เย็น” พอเพลงดังก็จึงคิดทำวงดนตรี นับจากวันนั้น “สรรเสริญ” ได้ก้าวเข้าสู่วงการลูกทุ่งเต็มตัวในฐานะ “นายทุนวงดนตรี”

          ระหว่างปี 2530-2538 “สรรเสริญ” ทำวงดนตรีให้นักร้องหลายคน อาทิ ศิรินทรา นิยากร, พุ่มพวง ดวงจันทร์, พรศักดิ์ ส่องแสง, เอกชัย ศรีวิชัย ฯลฯ

          ปี 2540 เพลงเลิกแล้วค่ะ ของอาภาพร นครสวรรค์ ดังระเบิด “สรรเสริญ” จึงทุ่มเททำค่ายเพลงเต็มตัว มีการซื้อสื่อทีวีและวิทยุ ทำการตลาดครบวงจร

          ผ่านจากยุคเทปสู่ยุคซีดี เทคโนโลยีสื่อสารสมัยใหม่ได้เข้ามามีอิทธิพลต่อรสนิยมการเสพดนตรีของผู้คน ส่งผลให้ค่ายเพลงต้องปรับตัว หันไปขายบริการเพลงผ่านช่องทางการสื่อสารใหม่ๆ

          ปี 2556 “สรรเสริญ” ยอมพ่ายต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี เพราะเขาแก่เกินกว่าจะปรับตัว จึงประกาศปิดบริษัทบ๊อกซิ่งซาวด์

          บทเรียนของนักเพลงบ้านนอกกับนักธุรกิจวงดนตรีระดับตำนาน เป็นเรื่องเล่าที่บอกย้ำกับทุกคน สรรพสิ่งย่อมมีการเปลี่ยนแปลง ผู้ใดเข้าใจ เข้าถึง ก็อยู่รอดในโลกใบนี้