
ประชาธิปัตย์ตัดคุณชาย
ประชาธิปัตย์ตัดคุณชาย : ขยายปมร้อน โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ สำนักข่าวเนชั่น
การออกมาถล่ม “ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ุ บริพัตร” ของบรรดาสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า พรรคไม่มีส่วนรู้เห็น เพราะหากไม่ได้รับอนุญาตจากพรรคแล้วคงยากที่ใครจะไปใช้ห้องแถลงข่าวของพรรคออกมาแถลงถล่มกันเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพรรคประชาธิปัตย์ที่มีวัฒนธรรมพรรคซึ่งค่อนข้างเข้มแข็ง แต่การออกมาเช่นนี้ย่อมมองเป็นอย่างอื่นยากนอกจากว่าได้รับไฟเขียวจากพรรค
หากมองความเป็นพรรคถือว่าแปลกไม่น้อย แต่หากดูพัฒนาการที่เกิดขึ้นจะเห็นว่าเรื่องดังกล่าวใช่ว่าจู่ๆ จะเกิดขึ้น หากแต่มีพัฒนาการของตัวเองอยู่ไม่น้อย
“คุณชายหมู" ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ุ บริพัตร ถือเป็นลูกหม้อของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นนักการเมืองแถวหน้า เคยเป็นถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในสมัยรัฐบาล นายชวน หลีกภัย ซึ่งก็ได้รับเสียงชื่นชมในการทำหน้าที่ไม่น้อย
ต่อมา เมื่อ “อภิรักษ์ โกษะโยธิน” ต้องเจออุบัติเหตุทางการเมืองประกาศลาออกระหว่างการดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการ กทม.ในสมัยที่ 2 ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ก็เฟ้นหาว่าจะมีใครเหมาะสมมาทำหน้าที่นี้ ก็ตกลงกันว่าน่าจะเป็น “คุณชายหมู” ที่มีภาพลักษณ์ดี มีครบทั้งชาติตระกูล การศึกษา และภาพลักษณ์ ซึ่งก็ไม่เหนือความคาดหมาย เมื่อเขาได้เข้ามาสู่เก้าอี้่ตัวนี้
หลายคนเริ่่มเปรียบเทียบว่า เก้าอี้ผู้ว่าฯ เมืองหลวงจะเป็นบันไดปูทางไปสู่ตำแหน่งใหญ่ในอนาคต เช่นเดียวกับที่ต่างประเทศเป็น
แต่ดูเหมือนว่า ตำแหน่งผู้ว่าฯ เมืองหลวงจะไม่ค่อยถูกโฉลกกับ “ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ุ” เท่าไหร่นัก เพราะเมื่อจบวาระแรกไป เสียงปรบมือดูเหมือนจะมีน้อยกว่าเสียงบ่น แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังส่งเขาลงสมัครรับเลือกตั้ง และการันตีว่าเป็นตัวแทนพรรค
หากจำกันได้ ทุกครั้งที่มีการหาเสียงผู้ว่าฯ กทม. ประชาธิปัตย์พยายามชูจุดขายว่า การเลือกผู้สมัครที่เป็นของพรรคจะเป็นการการันตีว่า ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งจะทำตามนโยบาย เพราะมีพรรคกำกับอยู่อีกระดับ
การลงสมัครครั้งที่สองนั้น คะแนนช่วงแรกเขาสูสีกับ “พงศพัศ พงษ์เจริญ” ตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย ซ้ำยังถูกมองว่าเหลื่อมๆ ในทางเป็นรองด้วยซ้ำ นาทีนี้ “สุเทพ เทิือกสุบรรณ” จึงเปิดปราศรัย พร้อมจุดกระแสเลือกพรรคประชาธิปัตย์ โดยไม่ได้ชูตัว “สุขุมพันธ์ุ” เป็นจุดขาย แต่กลับชูเรื่องความหวาดกลัวการครอบงำของ “ระบอบทักษิณ” ซึ่งก็ถือว่าอ่านใจคนกรุงออกไม่น้อย เพราะสุดท้ายเขาก็เบียดเข้าป้ายกลับมาทำงานในศาลาว่าการ กทม.อีกครั้ง ด้วยคะแนนเกินล้าน ขณะที่ผู้แพ้ก็เกินล้านคะแนนเช่นกัน
แม้หลายคนจะค่อนขอดว่า เขาไม่ได้เข้ามาเพราะความสามารถ แต่หากเข้ามาเพราะความกลัว แต่นั่นก็ไม่เป็นอุปสรรคแต่อย่างใด
ผู้เขียนเคยไปสัมภาษณ์ “คุณชายหมู” ในช่วงหาเสียง เขาบอกว่า ในสมัยแรกนั้น เขาทำงานสานต่อจากอดีตผู้ว่าฯ อภิรักษ์ที่ลาออก จึงทำอะไรได้ไม่เต็มที่ แต่คราวนี้เป็นสมัยของเขาเองและจะไม่ลงสมัครอีกแล้ว ดังนั้นการทำงานในสมัยนี้จะ “มัน” มาก
แต่วันนั้นก็คาดไม่ถึงว่า ความมันอาจจะเป็นคนละความหมาย เพราะเขาเจอมรสุมในงานหลายครั้งหลายคราว บางคนบอกว่า พอหมดช่วงหาเสียงเราก็หาตัวเขาแทบไม่เจออีกเลย ประจวบกับกระแสเรื่อง “กล้องดัมมี่” ที่ทำเอา กทม.เสียรังวัดไปหลายขนาน และกับกรณีสะเทือนกรุง เมื่อท่านผู้ว่าฯ เบรกแตก บอกว่า ถ้าไม่อยากน้ำท่วมก็ให้ไปอยู่บนดอย คนเมืองหลวงถึงกับกุมขมับ
แต่คนที่กุมขมับไม่แพ้กันคือ พรรคประชาธิปัตย์ เพราะเมื่อพรรคการันตีผู้ว่าฯ แต่เมื่อผู้ว่าไม่เป็นที่พอใจของประชาชนก็ย่อมหมายถึงพรรคเองไร้ประสิทธิภาพเช่นกัน ขืนปล่อยไว้เลือกตั้งครั้งหน้าฐานที่มั่นแห่งนี้อาจจะสูญเสียไป
แถมเมื่อเรียกคุย “สุขุมพันธ์ุ” ก็ไม่ยอมมาพูดคุยด้วย ทำให้สิ่งที่เป็นอยู่ตึงเครียดขึ้นไปอีก ทำให้ปฏิบัติการ “ยอมตัดอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต” เริ่มขึ้น โดยก่อนหน้านี้ก็มีการปล่อยข่าวว่า มีการเตรียมขับออกจากพรรค
นอกจากเป็นการเรียกคะแนนความนิยมคืนจาก “คนกรุง” แล้ว บางกลุ่มในพรรคยังหวังใช้ปฏิบัติการนี้ “ทวงคืนประชาธิปัตย์” เพราะที่ผ่านมาคนที่มีอำนาจจริงๆ ในพรรคกลับไม่ใช่หัวหน้าพรรคอย่าง “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หากคือคนที่กลายเป็นอดีตอย่าง “สุเทพ เทือกสุบรรณ”
เพราะเป็นที่รู้กันว่า คนที่สนับสนุน “คุณชายหมู” ก็คือ “ลุงกำนัน” นั่นเอง
เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน เกมปฏิบัติการก็ย่อมต้องเปลี่ยนไป หากไม่ทำอะไรลงไป วันหน้าประชาธิปัตย์อาจจะไม่เหลืออะไรเลยก็เป็นได้



