คอลัมนิสต์

ความคาดหวังไปไกลกว่าผลสอบ

ความคาดหวังไปไกลกว่าผลสอบ

08 ธ.ค. 2558

ขยายปมร้อน : ความคาดหวังไปไกลกว่าผลสอบ : โดย...ศรุติ ศรุตา

 
                      ถ้าไม่ใช่ “นักเคลื่อนไหวที่มีประวัติกับเจ้าหน้าที่มาแล้ว” อย่างที่ พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช. แถลงถึงการจัดการกับกลุ่มคนที่นัดหมายกันไปเยี่ยมชมอุทยานราชภักดิ์แล้ว ก็น่าสนใจว่า สิ่งที่เกือบจะเกิดขึ้นเมื่อวันจันทร์ ก็น่าจะเป็นการแสดงออกว่ามีคนรู้สึกต่อสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นอย่างไร
 
                      ก่อนหน้านี้ก็มีคนไปชูป้ายถ่ายรูปที่อุทยานราชภักดิ์มาแล้ว และนำภาพนั้นไปเผยแพร่ในสังคมเน็ตเวิร์ก
 
                      ปัญหาของเรื่องนี้ก็คือ มีการเรียกรับเงินจากโรงหล่อ ที่อาจเรียกว่า “หัวคิว” หรือ “ค่าดำเนินการ” หรือ “ค่านายหน้า” หรือ “ค่าคอมมิชชั่น” หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่เป็นเงินที่ถูกหักจากค่าจ้างในการหล่อ ที่กองทัพบกเป็นผู้ว่าจ้างนั้นเป็นเรื่องจริง
 
                      เพียงแต่เงินดังกล่าวถูกนำไปคืนเรียบร้อยแล้ว
 
                      ซึ่งคำยืนยันนี้ เป็น พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และอดีตผู้บัญชาการทหารบก เป็นผู้ที่ยอมรับว่า มีเรื่องเช่นนี้จริง
 
                      นั่นจึงทำให้เกิดข้อสงสัยว่า เป็นความผิดหรือไม่ เงินที่ว่านั้นเป็นเงินที่มาจากการบริจาคของประชาชนคนทั่วไป หรือเป็นเงินจากงบประมาณแผ่นดิน เพราะมีการของบกลางมาสนับสนุนการก่อสร้างอีก 63 ล้านบาท
 
                      จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. กับ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช.เคยพยายามจะเดินทางไปอุทยานราชภักดิ์มาครั้งหนึ่งแล้ว แต่ก็ถูกสกัดไว้ที่ ตลาดใหม่ มหาชัย ก็ด้วยเหตุผลทำนองนี้
 
                      กรณี จตุพร-ณัฐวุฒิ นั้นมีคราบของนักการเมืองอยู่ชัดเจน
 
                      กรณีล่าสุด แม้จะมีคำว่า “นักศึกษา” แต่คำว่า “กลุ่มประชาธิปไตยใหม่” ก็คุ้นเคยกับ ทหาร และคสช.เป็นอย่างดี
 
                      จึงไม่แปลกที่ โฆษก คสช.จะให้คำจำกัดความกลุ่มที่นัดหมายนั่งรถไฟไปหัวหินชมอุทยานราชภักดิ์ว่าเป็น “นักเคลื่อนไหวที่มีประวัติกับเจ้าหน้าที่มาแล้ว”
 
                      แต่การที่ไปบอกว่า ไม่ตรงกับจุดประสงค์ของการก่อสร้างอุทยาน นั้นดูก้ำกึ่งคาบลูกคาบดอก อย่างไรไม่รู้
 
                      เลยทำให้คำยืนยันถึงการตรวจสอบว่า มีระบบและกระบวนการตรวจสอบในข้อกังวลสงสัยต่างๆ กำลังดำเนินไปแล้วอย่างเป็นระบบด้วยหน่วยงานที่มีประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือ นั้นถูกลดทอนความน่าสนใจลงไป
 
                      เพราะต้องไม่ลืมว่า เรื่องนี้ถูกกองทัพบกตั้งกรรมการสอบมาแล้วครั้งหนึ่ง และมีการยืนยันผลการตรวจสอบแล้วว่า ไม่พบการทุจริต
 
                      แต่ที่ตั้งคณะกรรมการระดับกระทรวงขึ้นมาสอบกันอีกครั้งนั่นก็เพราะรับรู้ถึงกระแสสังคมว่า ผลการตรวจสอบของกองทัพบกนั้นอาจจะไม่ครบถ้วนทุกประเด็นที่สังคมสงสัย
 
                      พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม เองก็ยังเคยบอกว่า ต้องให้ทุกหน่วยงานสอบให้หมด ไม่ว่าจะเป็น ป.ป.ช. หรือ สตง.
 
                      นั่นก็เพราะรับรู้ถึงกระแสของสังคมว่าไปในทิศทางนี้
 
                      แต่เมื่อต้องตั้งคณะกรรมการที่มาจากกระทรวงกลาโหมขึ้นมาสอบอีกครั้ง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมี “การเมือง” ที่เป็นฝ่ายสูญเสีย หรือกลุ่มการเมืองที่ไม่เอารัฐประหารจะได้ช่องออกมาเคลื่อนไหว โดยทีี่ไม่สนใจว่า กองทัพยังมีอำนาจพิเศษอยู่
 
                      ระบบ และกระบวนการที่น่าเชื่อถือที่มีอยู่ บางครั้งก็อาจทำให้เกิดความเชื่อมั่นได้เพียงแค่เจ้าของระบบ แต่บางคราวก็ถูกมองว่า ระบบนั้นมีไว้เพื่อปกป้องพวกกันเอง อย่างที่เคยถูกมองมาแล้ว
 
                      หนทางเดียวที่รัฐบาลและ คสช.จะจัดการความเคลื่อนไหวที่ไม่พึงประสงค์นี้ก็คือ การจัดการทุกอย่างให้โปร่งใสไร้ข้อกังขา โดยที่ไม่ต้องรอให้ประชาชนเข้าไปตรวจสอบโดยเร็วที่สุด
 
                      เพราะในวันนี้ “ความคาดหวัง” ของผู้คนในสังคมอาจจะไปไกลกว่า บทสรุปใดๆ ไปแล้ว
 
 
 
 
-----------------------
 
(ขยายปมร้อน : ความคาดหวังไปไกลกว่าผลสอบ : โดย...ศรุติ ศรุตา)