
มาตรการตกซ้ำชั้น : ถามท่าน ผอ.ก่อนดีมั้ย ?
07 ธ.ค. 2558
โดยวิธีของเราเอง : มาตรการตกซ้ำชั้น ถามท่าน ผอ.ก่อนดีมั้ย ? : โดย...ไพฑูรย์ ธัญญา
ดูหวือหวาตลอดเลย สำหรับนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เรียกได้ว่า ขยับตัวทีไรเป็นได้ฮือฮากันทุกที ก่อนหน้านี้ก็ปล่อยนโยบาย ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ซึ่งนำไปสู่การปฏิบัติกันแล้ว จะได้ผลหรือไม่ได้ผลก็ต้องติดตามดูกันต่อไป ล่าสุด เจ้ากระทรวงก็ผุดแนวคิด “ตกซ้ำชั้น” ที่กำลังถูกถกเถียง วิพากษ์วิจารณ์กันเกรียวกราวอยู่ในตอนนี้
วิธีคิดเรื่อง “การตกซ้ำชั้น” เป็นชุดความคิดเดียวกันกับวิธีคิดให้ครูตีเด็กได้ เป็นมาตรการในการควบคุมกำกับเด็กไทยทั้งในด้านพฤติกรรม และการศึกษาเล่าเรียน มาตรการตกซ้ำชั้น มีเพื่อรักษามาตรฐานการเรียนรู้ ทำให้เด็กไทยอ่านออก เขียนได้ตามมาตรฐานท่ี่ควรจะเป็น หรือเรียกได้ว่า เป็นมาตรการทำให้เด็กมีความรู้ ส่วนมาตรการใช้ไม้เรียว ก็เป็นวิธีการคอยควบคุมกำกับให้เด็กเป็นคนดี สังคมไทยในอดีตจึงใช้มาตรการทั้งสองนี้ควบคู่กันมา แน่ล่ะ คนที่ได้รับเอกสิทธิ์ให้ใช้มาตกรการดังกล่าวได้อย่างชอบธรรมก็คือ “ครู” นั่นเอง ดังนั้นเมื่อมีแนวคิดของเจ้ากระทรวงศึกษาธิการคนปัจจุบัน ที่จะนำเอามาตรการ “ตกซ้ำชั้น” กลับมาให้ครูอีกครั้งหนึ่ง ก็เลยมีแนวคิดคืนไม้เรียวให้ครูกลับมาพร้อมๆ กัน
ผมคิดว่า แรงจูงใจสำคัญที่นำมาสู่แนวคิดที่จะรื้อฟื้นมาตรการตกซ้ำชั้นขึ้นมา เพราะเจ้ากระทรวงคงเห็นว่า มาตรฐานทางวิชาการของเด็กไทยมันชักจะดิ่งลงเหวแบบกู่ไม่กลับ สวนกระแสของสังคมการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 และกระแสการปฏิรูปการศึกษาไทย อันจะส่งผลต่อการศึกษาต่อและการทำงานในอนาคต
อันที่จริงการให้ตกซ้ำชั้นถือว่าเป็นมาตรการในการรักษาคุณภาพทางวิชาการที่ครูไทยใช้มาโดยตลอดในอดีต แต่วันหนึ่งเกิดมีนักการศึกษาสมัยใหม่ ที่ไปสมาทานเอาปรัชญาการศึกษาแบบตะวันตกเข้ามาใช้ มองการให้ตกซ้ำชั้นว่า เป็น "การสูญเปล่าทางการศึกษา" แนวคิดเรื่องนี้กลายเป็นประเด็นสำคัญและหลักการในการจัดการศึกษาไทย จนถึงขั้นเป็นนโยบายทางการศึกษาที่โรงเรียนทุกแห่งจะต้องปฏิบัติและทำให้การตกซ้ำชั้นเป็นศูนย์ เมื่อนโยบายมาแบบนี้ ทางผู้ปฏิบัติก็ต้องรับไปทำ แต่นโยบายแบบเหมารวม มันไม่ได้ทำกันง่ายๆ โรงเรียนในประเทศไทยมีความเหลื่อมล้ำ แตกต่างกันหลายระดับ สิ่งที่ทำได้จริงๆ คือ การที่โรงเรียนทั้งหลายพากัน "ซุกตัวเลขเด็กตกซ้ำชั้น" รายงานไปเบื้องบนว่า แต่ละโรงเรียนปลอดเด็กตกซ้ำชั้นกันทั่วหน้า นี่คือความจริงที่ครูส่วนมากรู้ ส่วนกระทรวงศึกษาธิการจะรู้หรือไม่นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
นโยบายลดความสูญเปล่าทางการศึกษา จึงดูเหมือนเป็นนโยบายที่ดี แต่เอาเข้าจริงมันกลายเป็นตัวบ่อนเซาะคุณภาพทางการศึกษาของเด็กไทย ทำให้ทักษะพื้นฐานที่เรียนกันในชั้นระดับประถมและมัธยมเป็นไปอย่างกระท่อนกระแท่น ที่สำคัญสร้างนิสัยเฉือยเนือย และขาดแรงจูงใจในการศึกษา ไม่มุมานะพยายาม เพราะถือว่า เรียนหรือไม่เรียนก็ไม่มีทางสอบตก ถ้าตกครูก็ให้แก้ ซึ่งการให้แก้ของครูแต่ละคนก็แตกต่างกันออกไป คำพูดที่ว่า “แก้ ร.โดยเอาไก่มาแลก” มันบอกอะไรบ้างก็น่าจะเข้าใจได้ไม่ยาก
จะว่าไปแล้ว ปัญหาเด็กอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ คิดเลขไม่เป็น เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการสอนของครูแท้ๆ ถ้า “ครูไม่สอน” หรือ “สอนไม่ถึง” โอกาสที่เด็กจะ “โง่” ก็มีมากขึ้น ต่อให้มีการปฏิรูปการศึกษากันอย่างไร ถ้าครูในระดับพื้นฐานไม่สอนเด็กอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย มันก็แก้อะไรไม่ได้ ถ้าเด็กในเมืองหรือเด็กที่มาจากครอบครัวคนชั้นกลาง แน่ล่ะพวกเขาไม่เดือดร้อน เพราะหันไปใช้บริการโรงเรียน “กวดวิชา” แต่เด็กบ้านนอก ที่พ่อแม่มีรายได้น้อย ก็ต้องโง่กันต่อไป
ทำไปทำมา จำเลยก็จะมาตกที่ครูฝ่ายเดียว แต่สำหรับผมคิดว่า จำเลยคนแรกๆ ที่ต้องคาดโทษคือ พวกผู้บริหาร มากกว่า เพราะการที่ครูจะสอนหรือไม่สอน ขึ้นอยู่กับผู้บริหารและผู้บังคับบัญชาแต่ละระดับชั้นนั่นเอง ครูในโรงเรียนไม่มีอิสระทางวิชาการเหมือนอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ให้ครูอยากสอนขนาดไหน แต่ผู้อำนวยการบอกว่าไม่ให้สอน ก็สอนไม่ได้ ไม่เช่นนั้นจะมีความผิดข้อหาขัดขืนคำสั่งผู้บังคับบัญชา แล้วครูหน้าไหนจะเอาอนาคตตัวเองเข้าไปแลก
ความผิดพลาดที่ร้ายแรงของการจัดการศึกษาไทย ไม่ได้อยู่ที่หลักสูตร อยู่ที่ครู หรือเด็ก แต่อยู่ที่กระทรวงศึกษาธิการ ทำให้ครูธรรมดาๆ จำนวนหนึ่ง กลายพันธุ์จากครูไปเป็น "ผู้บริหาร" เมื่ออยู่ในตำแหน่งผู้บริหารที่ทุกวันนี้ไม่มีคำว่า “ครู” เข้าไปเกี่ยวข้อง (เพราะแม้แต่คำว่า “ครูใหญ่” ก็หายไปแล้ว) พวกเขาก็กลายเป็นคนอีกชนชั้น อีกระบบคิดหนึ่ง จิตวิญญาณของครูหายไป กลายเป็นเจ้านาย ศักดินาล้าหลัง ที่หวังแต่ผลประโยชน์ในตำแหน่งหน้าที่ ใช้โรงเรียน ครู เด็ก เป็นฐานในการทะยานไปสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นไป พวกเขาสามารถทำทุกอย่างให้เรียบร้อย บรรลุวัตถุประสงค์ตามนโยบายของรัฐได้เสมอ แม้แต่การโกงคะแนนสอบโอเน็ต พวกเขาก็ทำกันมาแล้ว
บางทีกระทรวงศึกษาฯ ต้องคิดใหม่ว่า ระหว่างให้เด็กตกซ้ำชั้น กับให้ท่านผู้อำนวยการ "สอบตก" ในฐานะผู้บริหารยอดแย่ ท่านควรจะทำอย่างไหนก่อน?
-------------------
(โดยวิธีของเราเอง : มาตรการตกซ้ำชั้น ถามท่าน ผอ.ก่อนดีมั้ย ? : โดย...ไพฑูรย์ ธัญญา)



