
วันต้านโกงสากล
07 ธ.ค. 2558
วันต้านโกงสากล : บทบรรณาธิการ 7 ธ.ค. 58
แวะเวียนกันมาอีกปีสำหรับวันต่อต้านการทุจริตสากล หรือวันต่อต้านคอร์รัปชั่นสากล (International Anti-Corruption Day) ซึ่งถือกำเนิดขึ้นหลังจากที่ประชุมใหญ่สมัชชาสหประชาชาติ (ยูเอ็น) มีมติเห็นชอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต พ.ศ.2546 (United Nations Convention against Corruption-UNCAC, 2003) อย่างเป็นเอกฉันท์เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2546 จากนั้นประเทศภาคีสมาชิกยูเอ็น 191 ประเทศรวมถึงประเทศไทย ได้เข้าร่วมลงนามในอนุสัญญาฯ ระหว่างวันที่ 9-11 ธันวาคม 2546 ณ เมืองเมอริดา ประเทศเม็กซิโก ด้วยเหตุนี้ยูเอ็นจึงประกาศให้วันที่ 9 ธันวาคมของทุกปีเป็นวันต่อต้านคอร์รัปชั่นสากล ที่หลายประเทศในโลกประสบในเรื่องดังกล่าวมากน้อยต่างกัน แต่ที่สำคัญทุกประเทศไม่อยากให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นสร้างความด่างพร้อยเป็นที่แน่แท้
ตลอดระยะเวลา 12 ปีที่ล่วงเลยมา วันต่อต้านคอร์รัปชั่นสากลนี้แทบจะไม่อยู่ในหัวสมองของคนไทยส่วนใหญ่เลย หลายคนแทบจะไม่รู้ว่า ทั่วโลกให้ความสำคัญกับวันนี้ ซึ่งเป็นพื้นฐานในการปลุกขวัญค่านิยมให้ประชาชนแต่ละประเทศเห็นถึงความร้ายกาจของการทุจริต ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมมือกันรณรงค์ให้เกิดการลด ละ เลิกกระทำที่เสื่อมเสียในเรื่องเหล่านี้ ซึ่งรัฐบาลที่ผ่านๆ มา แม้จะประกาศต้านคอร์รัปชั่น แต่ดูเหมือนการทำงานยังไม่จริงจังเท่าที่ควร ทั้งที่ควรสร้างความตระหนักรู้ถึงการทุจริตและวิธีต่อต้านการทุจริต โดยมุ่งเน้นให้เห็นว่า การทุจริตเป็นที่กีดขวางความร่วมมือในอันที่จะบรรลุเป้าหมายการพัฒนาสหัสวรรษเช่นไร บ่อนทำลายประชาธิปไตยและหลักนิติธรรมเช่นไร กลับปล่อยให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐที่ตั้งขึ้นมาจัดการกันไปเองตามหน้าที่
ปีนี้จึงนับเป็นปรากฏการณ์ที่ดีที่รัฐบาลปัจจุบันเล็งความสำคัญของการต่อต้านคอร์รัปชั่น ที่ต้องร่วมมือและให้การสนับสนุนเต็มที่ ทั้งการทำงานตามหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง เช่น ป.ป.ช. ป.ป.ท. สตง. องค์กรภาคเอกชนอย่าง เอซีที มูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด มูลนิธิเพื่อคนไทย และรัฐบาลเองโดยคณะรัฐมนตรี โดยต้องดำเนินการควบคู่ทั้งมาตรการเชิงระบบที่ยั่งยืน และการสร้างความตื่นรู้ด้วยงานเชิงสัญลักษณ์ เช่น การรับเป็นเจ้าภาพจัดงานต่อต้านคอร์รัปชั่นสากลในปี 2558 มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักของผู้คนในเรื่องการทุจริต อันส่งผลกระทบต่อทั้งความมั่นคงของรัฐบาล เป็นตัวถ่วงการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งยังทำลายรากฐานของประชาธิปไตย และสร้างความตระหนักในบทบาทของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริตในการต่อสู้และป้องกัน
ประเทศต่างๆ รวม 191 ประเทศ ได้ร่วมลงนามทำข้อผูกพันจัดกิจกรรมที่แสดงให้เห็นผลกระทบต่อการคอร์รัปชั่นว่าเป็นพิษภัยอย่างไรและเรื่องนี้เป็นบ่อเกิดของหลายปัญหาในทุกระดับชั้น ทั้งเรื่องเล็กและเรื่องระดับประเทศ ซึ่งสำหรับประเทศไทยการปราบปรามคอร์รัปชั่นถือว่าเป็นวาระแห่งชาติที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ดำเนินการต่อต้านอย่างจริงจังและอยู่ในโรดแม็พระยะที่ 2 โดยทำควบคู่ไปพร้อมการปฏิรูปประเทศเพื่อวางรากฐานสู่อนาคต ประเด็นสำคัญคือ สังคมต้องสร้างการรับรู้และต้องช่วยกันว่า เมื่อรู้ว่ามีการกระทำการทุจริต ไม่ว่าจะเป็นส่วนราชการใดหรือองค์กรใด ต้องร่วมมือกันเพื่อให้การต่อต้านการทุจริตด้วยความสุจริตยุติธรรม โดยไม่มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย เพื่อเป็นวัฒนธรรมของสังคมไทยต่อไปในอนาคต



