คอลัมนิสต์

'อุทยานราชภักดิ์' นำ คสช.สู่วิกฤติศรัทธา

'อุทยานราชภักดิ์' นำ คสช.สู่วิกฤติศรัทธา

07 ธ.ค. 2558

ขยายปมร้อน : 'อุทยานราชภักดิ์' นำ คสช.สู่วิกฤติศรัทธา : โดย...ประพันธ์ จินดาเลิศอุดมดี สำนักข่าวเนชั่น

 
                      “อุทยานราชภักดิ์” อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ กลายเป็นอุทยานที่โด่งดังและอื้อฉาวที่สุดในเวลานี้ไปแล้วก็ว่าได้
 
                      ทั้งที่วัตถุประสงค์ของการก่อสร้างนั้น ต้องการสร้างความปลาบปลื้มให้แก่คนไทยให้สมกับเป็น “พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระบูรพกษัตริย์แห่งสยาม 7 พระองค์”
 
                      กระแสข่าวเรื่องความไม่โปร่งใสในการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ ดูอึมครึมอยู่พักใหญ่ ก่อนที่จะถูกตอกย้ำว่า ข่าวลือเรื่องการทุจริตนั้นเป็นเรื่องจริง เมื่อ “บิ๊กโด่ง” พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม ออกมายอมรับเองว่า มีคนแอบอ้างและเรียกเก็บเงินค่าหัวคิวจากโรงหล่อจริง
 
                      แต่ดูเหมือนว่าความพยายามออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงของ “บิ๊กโด่ง” นอกจากจะไม่สามารถหยุดข่าวลือดังกล่าวได้แล้ว กลับยิ่งทำให้เรื่องนี้กลายเป็นที่จับจ้องและอยู่ในความสนใจของสังคมมากขึ้นไปอีก
 
                      โดยเฉพาะบรรดาคู่ปรับของ คสช.ที่ได้จังหวะพากันออกมาสุมไฟให้ลุกโชนขึ้นไปอีก จนกระแสจุดติดกลายเป็นเสียงเรียกร้องจากสังคมให้ คสช.เร่งคลี่คลายปมข้อสงสัยนี้ชัดเจนเสียที
 
                      ก่อนที่ทุกอย่างจะบานปลายจนคุมไม่อยู่ กองทัพจึงจำเป็นต้องรีบตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ด้วยการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงโครงการก่อสร้างอุทยานราชภักดิ์ขึ้น โดยขีดเส้นให้แล้วเสร็จภายใน 1 สัปดาห์
 
                      แต่กลับกลายเป็นว่า คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ถูกตั้งขึ้นนั้น ใช้ระยะเวลาตรวจสอบเพียงไม่นานก็ออกมาสรุปว่า ผลการตรวจสอบการก่อสร้างโครงการอุทยานราชภักดิ์ทุกอย่างถูกต้อง โปร่งใส ไม่พบการทุจริต มีหลักฐานที่สามารถแสดงต่อสาธารณะได้ และไม่มีความจำเป็นที่องค์กรต่างๆ จะต้องเข้าไปตรวจสอบ ดังนั้นกองทัพไม่ได้ทำอะไรผิด เท่ากับว่าปล่อยให้ประเด็นเรื่องการเรียกเก็บเงินหัวคิวโรงหล่อยังเป็นที่ค้างคาใจกันต่อไป
 
                      แน่นอนว่า กรณีนี้ได้กลายเป็นปมสำคัญทางการเมืองขึ้นมาทันที เพราะความชอบธรรมในการมีอยู่ของ คสช.ในสายตาประชาชนนั้นก็คือการรักษาความสงบของบ้านเมือง ยุติความขัดแย้งในสังคม และทำประโยชน์เพื่อประเทศชาติด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่มีการทุจริตคอร์รัปชั่นในโครงการต่างๆ เหมือนในสมัยรัฐบาลปกติ
 
                      ดังนั้น คสช.คงไม่ยอมเสี่ยงเป็นแน่ เพราะเป็นที่รู้ๆ กันดีอยู่แล้วว่าโครงการอุทยานราชภักดิ์เป็นโครงการที่อยู่ในมือทหารตั้งแต่เริ่มต้น ทั้งสถานที่ตั้งไปจนถึงการดำเนินการก่อสร้าง
 
                      เชื่อว่าการเช็กบิลกันหลังฉากคงวุ่นวายน่าดู ขณะที่สังคมคงจะยังคาใจกันอยู่อีกพักใหญ่ ประมาณว่า สุดท้ายแล้วว่าแต่เขาอิเหนาก็ทำเอง
 
                      ขณะที่พรรคเพื่อไทยก็ออกแถลงการณ์เรื่องโครงการอุทยานราชภักดิ์ออกมาเป็นระยะๆ เพื่อตอกย้ำกับสังคมว่า ข้อเท็จจริงเป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณะแล้วว่า มีการทุจริตและแสวงหาประโยชน์กันในหลายขั้นตอน
 
                      หากมองลึกลงในเป้าหมายหลักของพรรคเพื่อไทยแล้ว แน่นอนว่า ย่อมต้องเดินต่อจนกว่าทุกอย่างจะเคลียร์ว่าสรุปแล้วมีการทุจริตหรือไม่ ทุจริตมากน้อยแค่ไหน และมีใครที่เกี่ยวข้องบ้าง
 
                      จึงเป็นที่มาของการตั้งทีมงานชุดหนึ่งขึ้นมา มีสมาชิกร่วมกระบวนการประมาณ 10 กว่าคน คอยมอนิเตอร์ข่าวและแลกเปลี่ยนมุมมองกันในประเด็นนี้ เพื่อคอยกระทุ้งและกดดันเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องว่าประเด็นไหนบ้างยังที่ต้องกดดันต่อ เพราะพรรคเพื่อไทยมองว่ารัฐบาลและ คสช.ต้องพยายามเคลียร์เรื่องนี้อย่างเต็มที่
 
                      รัฐบาลคงต้องเลือกว่า อาจจำเป็นต้องตัด “พล.อ.อุดมเดช” ให้พ้นทาง เพื่อไม่ให้ คสช.ต้องโดนหางเลขไปด้วย
 
                      ส่วนแกนนำ นปช.ช่วงนี้หลายคนสุ่มเสี่ยงที่จะถูกควบคุมตัวไปปรับทัศนคติ ดังนั้นหากใครคิดว่าตัวเองสะดวกในประเด็นไหนก็ออกมาให้ความเห็นในประเด็นนั้นๆ ไปแทน
 
                      แว่วว่าแผนการต่อไปที่ถูกร่างขึ้นคร่าวๆ บ้างแล้ว ก็คือ เมื่อเขาห้ามไป “อุทยานราชภักดิ์” แบบเอิกเกริก แต่ไม่ได้ห้ามเรื่องการตรวจสอบตามรายงานเอกสารต่างๆ ที่มีการเผยแพร่ตามสาธารณะ ก็จะขอไปแบบเงียบๆ เก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆ จากพื้นที่จริง แล้วรอผลรายงานการสอบสวนที่จะออกมาในสิ้นเดือนธันวาคมนี้ก่อน แล้วค่อยขยับขับเคลื่อนการตรวจสอบในแต่ละประเด็นต่อไป
 
                      แม้ว่า “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกฯ และหัวหน้าคสช. จะออกมาพูดเสียงดังฟังชัดว่า ความเท่าเทียมคือกฎหมายที่ละเว้นไม่ได้แม้แต่รัฐมนตรี แต่เราคงต้องรอดูผลในทางปฏิบัติกันต่อไปว่าสุดท้ายแล้วเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร ที่แน่ๆ คือ “อุทยานราชภักดิ์” นำพา คสช.ไปสู่วิกฤติความศรัทธาไปเรียบร้อยแล้ว
 
                      หาก คสช.คิดที่จะกอบกู้ศรัทธาคืนกลับมา...คงต้องใช้เวลาอีกนาน
 
 
 
 
-------------------
 
(ขยายปมร้อน : 'อุทยานราชภักดิ์' นำ คสช.สู่วิกฤติศรัทธา : โดย...ประพันธ์ จินดาเลิศอุดมดี สำนักข่าวเนชั่น)