คอลัมนิสต์

เมื่อโลกไม่มีพื้นที่ปลอดภัย

เมื่อโลกไม่มีพื้นที่ปลอดภัย

06 ธ.ค. 2558

เมื่อโลกไม่มีพื้นที่ปลอดภัย : บทบรรณาธิการประจำวันอาทิตที่ 6 ธันวาคม 2558

          ถึงแม้ผู้นำรัฐบาลจะบอกว่า อย่าได้ตื่นตระหนักหลังจากที่มีหนังสือแจ้งเตือนจากหน่วยต่อต้านข่าวกรองของรัสเซียที่ส่งถึงกองบัญชาการตำรวจสันติบาล ระบุว่า มีชาวซีเรีย 10 คน ซึ่งเกี่ยวข้องกับกลุ่มรัฐอิสลาม หรือไอเอส เดินทางเข้าประเทศไทย และกระจายกันไปพักอยู่ตามเมืองท่องเที่ยวต่างๆทั้งในกรุงเทพมหานคร ภูเก็ต และพัทยา อันล้วนแต่เป็นแหล่งรวมและผลประโยชน์ของรัสเซีย ซึ่งเชื่อกันว่า น่าจะเป็นเป้าหมายการโจมตีของกลุ่มก่อการร้าย แต่ในความเป็นจริงแล้ว รัฐบาลเองก็จะต้องแสดงให้เห็นว่า กระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลรักษาความปลอดภัยมีความมั่นคงแข็งแรงมากเพียงพอด้วย เพราะความมั่นอกมั่นใจที่ว่า ประเทศไทยไม่ใช่คู่ขัดแย้งกับบางประเทศหรือแม้แต่กลุ่มผู้ไม่หวังดี อาจนำมาซึ่งความประมาท ที่ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่ว่า ประเทศไทยเป็นแดนสวรรค์ของเหล่าอาชญากร

          ปฏิกิริยาอีกอย่างหนึ่งจากรัฐก็คือ ความพยายามจะสืบสวนสอบสวนหาความจริงว่า เอกสารลับของทางราชการหรือของตำรวจสันติบาลนั้นหลุดออกสู่สาธารณะและสื่อมวลชนได้อย่างไร ทั้งที่เรื่องนี้ต้องถือเป็นประเด็นรองที่ยิ่งตอกย้ำว่า หน่วยงานด้านความมั่นคงพยายามเก็บงำบาง "ความจริง” เอาไว้หรือไม่ และจะยิ่งร้ายไปกว่านั้นก็คือ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องไม่ได้เบาะแสของข่าวที่นำมาสู่การแจ้งเตือนดังกล่าว ทั้งๆ ที่ประสานเสียงแข็งขันว่า ได้รับข่าวสารนี้มาแล้วเป็นเดือน และรัสเซียเองก็แจ้งเตือนอยู่บ่อยครั้ง อย่างไรก็ตาม กรณีที่เกิดขึ้นมีคำยืนยันจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่า ได้ตรวจสอบแล้ว ไม่พบว่าผู้ต้องสงสัยชาวซีเรีย 10 คน อยู่ในประเทศไทย ซึ่งก็น่าจะคลายกังวลไปได้ระดับหนึ่ง

          กระนั้นก็ตาม ยังมีเรื่องสำคัญที่ต้องพิจารณาต่อไปว่า เกี่ยวกับสถานการณ์ของโลกทุกวันนี้ ซึ่งก็ยากจะปฏิเสธได้ว่า บรรยากาศโดยทั่วไปไม่ได้แตกต่างไปจากภาวะสงครามสักเท่าไร นับเนื่องมาตั้งแต่เหตุการณ์ก่อการร้ายถล่มตึกเวิลด์เทรดของสหรัฐเมื่อปี 2544 เป็นต้นมา สงครามย่อยๆ ก็เกิดขึ้นหลายแห่งทั่วโลก เพียงแต่รูปแบบของการสู้รบแตกต่างออกไปจากสงครามโลก 2 ครั้งก่อนเท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้จึงเป็นเรื่องยากที่จะมีใครกล้ารับประกันได้ว่า ประเทศใดหรือแม้แต่มุมใดของโลก มีความปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ แม้แต่กลุ่มประเทศที่ว่ากันว่ามีระบบข่าวกรองและหน่วยงานด้านความมั่นคงอย่างดีเลิศทั้งสหรัฐและยุโรป ก็ถูกลอบโจมตีบ่อยครั้ง ทั้งในประเทศนั้นๆ เอง และผลประโยชน์ของชาติในต่างแดน ดังนั้นการให้ความมั่นใจว่า ไม่ใช่ประเทศคู่ขัดแย้ง จึงไม่น่าจะเป็นหลักประกันใดๆ ได้เสมอไป

          เมื่อโลกตกอยู่ในภาวะสงครามรูปแบบใหม่อย่างที่เห็นกันอยู่นี้ การดำเนินนโยบายการต่างประเทศของไทยจึงถือว่าสำคัญยิ่ง อย่างกรณีการส่งตัวชาวอุยกูร์ให้จีนก็ยังเป็นประเด็นครหาอยู่ว่า เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดหรือไม่ จนฝ่ายที่อยู่ตรงข้ามหรือไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลขยายผลออกไปอีกว่า เหตุระเบิดที่สี่แยกราชประสงค์เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ที่ผ่านมา เป็นเพราะความไม่พอใจนโยบายส่งอุยกูร์ของรัฐบาลไทย ทั้งๆ ที่ตำรวจสรุปคดีออกมาว่า เป็นเรื่องของการแก้แค้นในกลุ่มขบวนการค้ามนุษย์ ดังนั้นนับจากนี้ฝ่ายความมั่นคงของไทยจึงต้องทำงานอย่างหนัก พร้อมๆ กับรัฐบาลต้องสนับสนุนเครื่องไม้เครื่องมือทันสมัยควบคู่ไปกับการข่าวที่ต้องฉับไวแม่นยำ ที่สำคัญเหนืออื่นใดก็คือ นโยบายต่างประเทศ อันควรจะเป็นกุศโลบายหลักของรัฐบาลในยุคที่โลกร้อนระอุด้วยไฟสงคราม