คอลัมนิสต์

นาข้าวเกษตรอินทรีย์แสงสว่างนำทางฝ่าวิกฤติ

นาข้าวเกษตรอินทรีย์แสงสว่างนำทางฝ่าวิกฤติ

04 ธ.ค. 2558

แสงสว่างนำทางฝ่าวิกฤติ : บทบรรณาธิการประจำวันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม 2558

             นาข้าวเกษตรอินทรีย์ปลอดสารเคมี ได้กลายเป็นเป้าหมายปลายทางของคนรุ่นใหม่กลุ่มใหญ่ ไม่เว้นแม้แต่คนเมืองผู้เบื่อหน่ายชีวิตอันเต็มไปด้วยความเร่งรีบและแก่งแย่ง หาใช่เพราะว่า ผู้คนยุคนี้ใส่ใจต่อสุขภาพของตนเองและสภาพแวดล้อมรอบตัวอย่างที่เรียกขานกันว่าวิถีสโลว์ไลฟ์เพียงเท่านั้น หากแต่นิยามของเกษตรอินทรีย์ยังกินความหมายลึกซึ้งถึงแนวปรัชญาของการดำรงชีวิต อันเป็นต้นธารของการหันหลังให้กับรูปแบบทุนนิยมสุดโต่ง หรือก็คือการเริ่มต้นกระทำการใดๆ จะต้อง “ลุงทุน” มากกว่าการ “ลงแรง” และ “สติปัญญา” ซึ่งแน่นอนว่า จะต้องหวังผลตอบแทนในรูปแบบของกำไร และการสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างไม่หยุดหย่อน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นหนทางของการทำลายล้างทรัพยากรอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ซ้ำร้ายยังเป็นปัจจัยสำคัญที่บั่นทอนสุขภาพร่างกายอีกด้วย

             กล่าวสำหรับเกษตรกร ผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินเดิม บทเรียนจากการทำการเกษตรเชิงเดี่ยว หรือการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์อย่างอุตสาหกรรมเพื่อตอบสนองตลาดที่ผูกขาดโดยกลุ่มทุนขนาดใหญ่ สอนให้พวกเขาได้เรียนรู้ว่า รายได้อันดูเหมือนจะเป็นกอบกำจากการเร่งผลผลิตด้วยสารสังเคราะห์และปุ๋ยเคมี สุดท้ายก็ถูกดูดกลับไปยังกลุ่มทุนหลายทศวรรษมาแล้ว พวกเขาผู้ได้รับการขนานนามว่า “กระดูกสันหลังของชาติ” ตกอยู่ในสภาพที่ไม่ต่างอะไรจากทาส ที่ต้องก้มหน้าก้มตาปลูกข้าว ปลูกผัก แต่รายได้ทั้งหมดหรือมากกว่าต้องถูกนำไปใช้หนี้ อันเกิดจากการลงทุนที่ล้มเหลว หลายรายต้องสูญสิ้นที่ดินทำกิน และดำรงสถานะของลูกจ้าง หรือผู้เช่าที่ดินทำกินในผืนนาของตนเองที่เคยหักล้างถางพงลงแรงต่อสู้มานานนับหลายชั่วอายุคน สุดท้ายเมื่อพวกเขาหันกลับมาพึ่งพาเกษตรอินทรีย์ และวิถีการเพาะปลูกอย่างพอดีกับทรัพยากร สภาพแวดล้อม จึงได้รับผลตอบแทนอันทรงคุณค่ายิ่งกับชีวิต แม้จะไม่ได้กำเงินก้อนโตชั่วขณะอย่างที่ผ่านมาก็ตาม

             ด้วยพระอัจฉริยภาพแห่งปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จึงเปรียบประหนึ่งแสงสว่างนำทางให้แก่ทุกชีวิตที่เคยจมปลักอยู่กับภาระหนี้สินและโรคภัยไข้เจ็บ ให้กลับคืนสู่ความสุขสงบ จนเป็นต้นแบบที่หลายๆ คนในสังคมแลเห็นเป็นจุดหมายของชีวิต สามารถดำรงตนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เขาได้เรียนรู้และปรับตัวให้เข้ากันจนสามารถใช้สอยประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน มีแปลงหรือฟาร์มตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จตามทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง อันไม่ได้หมายความว่าจะหันหลังให้แก่สังคมทุนนิยมเสียทีเดียว หากแต่ “วิถี” ของการผลิตและใช้ชีวิตต่างหากที่ผิดแผกออกไป อย่างเช่น การเพาะปลูกพืชพันธุ์หลากหลายชนิด พร้อมกับเลี้ยงสัตว์เป็นแหล่งอาหาร อันนอกจากจะทำให้ครอบครัวไม่ขาดแคลนปัจจัยของการดำรงชีพแล้ว ยังเหลือมากเพียงพอที่จะนำออกขายสร้างรายได้จนเหลือเก็บ ขณะที่การใช้สอยทรัพยากรธรรมชาติ เช่นน้ำ ก็อยู่ในหลักการเดียวกัน นั่นก็คือ การกักเก็บ และบริหารจัดการในพื้นที่ของตนเองหรือชุมชนอย่างพอเหมาะพอควรกับฤดูกาล

             มีคำพยากรณ์ที่เชื่อกันว่า ในปีหน้านี้ ประเทศไทยจะประสบภาวะสภาพภูมิอากาศแห้งแล้งอย่างหนักหน่วงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบหลายสิบปี สงครามการแย่งชิงน้ำจะต้องเกิดขึ้นอย่างยากจะหลีกเลี่ยง ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจโลก ก็จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของไทย สุดท้ายก็ยากจะหนีพ้นสภาพที่เรียกกันว่า “ข้าวยากหมากแพง” เมื่อนึกถึงภัยจากน้ำท่วมและแล้วย่อมต้องคิดถึงบึงพระราม 9 ที่ จ.ปทุมธานี ที่เป็นแก้มลิงในหน้าฝนและแหล่งน้ำเพื่อการใช้สอยในหน้าแล้ง คือตัวอย่างหนึ่ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการบริหารทรัพยากรอย่างเป็นระบบ และสามารถรับมือกับภัยพิบัติได้ หากลองหลับตานึกภาพทุกชุมชนมีแหล่งน้ำเช่นบึงพระราม 9 หรือย่อส่วนลงไปในระดับครัวเรือน มีบ่ออยู่ในพื้นที่ ก็มีน้ำใช้ทั้งปี และเป็นแหล่งซับน้ำเหนือในหน้าฝนในเวลาเดียวกัน วิกฤติประเทศที่กำลังจะมาถึงนี้ เศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรทฤษฎีใหม่จะช่วยให้ทุกข์ภัยต่างๆ บรรเทาลง