
ประเทศงูกินหาง
ประเทศงูกินหาง : กระดานความคิด คนที วิถีไทย
สิ้นหน้าฝนไปแล้วเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม แต่ลมหนาวปีนี้ยังไม่มีเยือนเหมือนปกติ ลมแล้งที่พัดโชยมาแทน เริ่มนำพากระไอร้อนระอุมาแทน
ข่าวสารว่าด้วยการประชุมภาวะโลกร้อนที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ที่แม้จะอยู่กันคนละมุมโลก หากแต่กลิ่นอายจากที่นั่นก็ช่วยย้ำเตือนว่า ลมร้อนที่ทุกคนรับรู้ได้ผ่านประสาทสัมผัสนั้นจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นทุกปี ตราบเท่าที่ประมุขแห่งรัฐและผู้นำประเทศที่นั่นยังคุยกันแต่ในสิ่งที่เป็นนามธรรม ไร้มาตรการที่นำมาปฏิบัติได้จริง
ที่กรุงเทพฯ ก่อนหน้านั้น รัฐบาลไทยให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติความปลอดภัยทางชีวภาพ อันเป็นที่รู้จักกันในนาม กฎหมายจีเอ็มโอ และจะเสนอขอความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป
ทั้งสองกิจกรรมอุบัติขึ้นในท่ามกลางความวิตกกังวลของมวลมนุษยชาติเกี่ยวกับความเลวร้ายทางสภาพแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นกับวิถีเกษตรกรรมของคนไทย อันร้อยรัดอยู่กับเรื่องแรก
มโนเอาว่า ถ้าหากนักวิทยาศาสตร์พันธุ์พืชสามารถประดิษฐ์คิดค้นต้นไม้ ด้วยการตัดแต่งพันธุกรรมจนเป็นสายพันธุ์กินน้ำน้อย ทนแล้ง เช่นเดียวกับ ความสามารถในการต่อต้านโรคพืชต่างๆ อย่างที่ได้ทำกันมาก่อนหน้า ก็คงจะตอบโจทย์ให้แก่รัฐไทยในห้วงเวลานี้ที่สภาพแวดล้อมกำลังเสื่อมทรามลงอย่างหนักจนเข้าขั้นวิกฤติ หนำซ้ำยังมีภัยแล้งเข้ามาเป็นปัจจัยเสริมได้ว่า จะสามารถฝ่าฟันผ่านพ้นสู่ศตวรรษใหม่ ที่ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องใส่ใจต่อสภาพแวดล้อมอีกต่อไป แม้แต่น้อย
หากแต่ในโลกของความเป็นจริง ได้พิสูจน์ให้เห็นกันมาช้านานแล้วว่า วิทยาการต่างๆ นั้น ยากนักที่จะเอาชนะธรรมชาติได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การประชุมหารือระดับผู้นำของโลกที่แสดงความปริวิตกต่อสภาวะโลกร้อน ย่อมเป็นการยอมรับโดยดุษณีอยู่เองว่า หนทางที่จะเยียวยาไม่ให้เกิดหายนะขึ้นในทศวรรษหรือศตวรรษ หรือแม้แต่สหัสวรรษข้างหน้าได้นั้น มีเหลืออยู่ทางเดียว
นั่นคือ ยินยอมพร้อมใจกันหันหลังกลับมาให้ความเคารพนบนอบต่อธรรมชาติและสภาพแวดล้อมของโลกอย่างที่ควรจะทำอย่างเอาจริงเอาจัง และทุกมาตรการจะต้องมีนัยสำคัญต่อความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ทำนองว่า สำนึกต่อผิดบาปที่ทำกันลงไปหลายสิบปีแล้วมากลับตัวกลับใจ ซึ่งก็ไม่แน่นักว่า มันสายเกินไปแล้วหรือไม่ด้วยซ้ำ
รัฐบาลไทยและตัวแทนคณะใหญ่ไปร่วมประชุมโลกร้อน และนำเสนอประเด็นจะร่วมมือทำให้โลกเย็นลง 2 องศา หรือประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นอัตราอันน่าตกใจว่า ประเทศไทย ซึ่งก็เป็นหนึ่งในสมาชิกบนผืนโลกที่ร่วมก่อภาวะเรือนกระจกอยู่ไม่น้อย จะทำได้สำเร็จแค่ไหน หรือว่าเป็นแต่เพียงการรับปากไปให้ดูดี เพราะที่ผ่านมา การประชุมเรื่องนี้ดูเหมือนจะเป็นพิธีการเพื่อกล่อมหรือปลอบประโลมใจว่าไม่ได้นิ่งดูดายเสียมากกว่าจะมีผลอะไรออกมาเป็นชิ้นอัน
ก่อนที่รัฐบาลไทยจะไปร่วมประชุมโลกร้อนไม่นาน คือประมาณปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ได้อนุมัติร่างกฎหมายที่บรรดาผู้คนในสาย "อนุรักษ์” เล็งเห็นว่า นอกจากจะก่อให้เกิดการเอาเปรียบหรือสูญเสียเอกราชด้านพันธุ์พืชประจำถิ่นแล้ว การตัดแต่งพันธุกรรมยังเป็นอีกหนทางหนึ่ง ซึ่งจะทำลายสภาพแวดล้อมในระยะยาวอีกด้วย
คำว่า เกษตรพันธสัญญา หรือคอนแทรคฟาร์มมิ่ง เริ่มเป็นที่คุ้นหูคนไทยมากขึ้น ภายหลังการเข้ามาของเกษตรกรรมเชิงเดี่ยว ที่มุ่งการผลิตในรูปแบบอุตสาหกรรม ซึ่งในอนาคตก็อาจจะคือส่วนหนึ่งของผลผลิตของการตัดแต่งพันธุกรรม และการผูกขาดจากบริษัทยักษ์ใหญ่อันจะก่อพิษภัยครั้งมโหฬารต่อสภาพแวดล้อมทางอากาศ เหมือนเช่นการเผาในประเทศอินโดนีเซีย
จึงเท่ากับ มนุษย์บนโลกอันนับวันจะยิ่งร้อนขึ้นเป็นลำดับ กลับยิ่งพากันร้อนรนเผาผลาญเพื่อผลประโยชน์ซึ่งสนับสนุนการบริโภคอย่างไม่รู้จักจบจักสิ้น
อุตสาหกรรมการเกษตร ตกเป็นจำเลยในหลายพื้นที่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในฐานะที่ก่อมลพิษให้แก่โลกอย่างไร นโยบายของรัฐบาลอันว่าด้วยพืชจีเอ็มโอ ก็น่าจะเป็นส่วนหนึ่งในขบวนการที่ว่าไว้อย่างนั้น



