คอลัมนิสต์

ยกระดับป้องกันภัยคุกคาม

ยกระดับป้องกันภัยคุกคาม

03 ธ.ค. 2558

ยกระดับป้องกันภัยคุกคาม : บทบรรณาธิการประจำวันที่3ธ.ค.2558

             หลังเกิดเหตุก่อการร้ายถึง 6 จุดกลางกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่าร้อยรายและบาดเจ็บจำนวนมาก ทำให้ทั่วโลกตระหนักว่าการก่อการร้ายได้ขยายตัวครอบคลุมไปได้ทุกพื้นที่และมีรูปแบบหลายวิธีในการลงมือ และเป็นเรื่องที่ยากระมัดระวังขนาดที่ว่าฝรั่งเศสเป็นประเทศที่พัฒนาวางระบบการป้องกันก่อการร้ายอย่างรัดกุมยังไม่สามารถหลุดพ้นเป็นเป้าโจมตีได้ จึงส่งผลให้ประเทศต่างๆ ตื่นตัวในเรื่องมาตรการป้องกันการก่อการร้าย และประเทศไทยก็ต้องคำนึงในเรื่องดังกล่าวด้วย เพราะจากเหตุการณ์วางระเบิดที่แยกราชประสงค์ใจกลางกรุงเทพฯ เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เป็นเสมือนสัญญาณเตือนประการหนึ่งว่าเราจะมองผ่านไม่ให้ความสนใจเกี่ยวกับการก่อการร้ายสากลไม่ได้แล้วเช่นกัน

             แม้รัฐบาลยืนยันว่าเหตุระเบิดที่แยกราชประสงค์เกิดจากการที่ภาครัฐปราบปรามกระบวนการค้ามนุษย์ไม่เกี่ยวข้องกับก่อการร้าย แต่กลุ่มนักวิชาการด้านความมั่นคงและหลายฝ่ายก็ได้เตือนรัฐบาลว่าเหตุลอบวางระเบิดดังกล่าวควรเป็นบทเรียนให้ภาครัฐตื่นตัว เนื่องจากความหละหลวมบกพร่องหลายประการที่เกี่ยวข้องกับมาตรการป้องกันด้านความมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการคัดกรองผู้ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมายตามด่านชายแดน ตลอดจนการเรียกรับสินบนของเจ้าหน้าที่รัฐตามด่านชายแดนด้วย รวมถึงการข่าวของกลุ่มก่อการร้ายสากลที่เดินทางเข้าออกใช้ไทยเป็นทางผ่านหรือหลบเข้าไทยเป็นสถานที่พักชั่วคราว เหล่านี้จำเป็นต้องเชื่อมกับระบบตำรวจสากลและกลุ่มประเทศต่างๆ เพื่อเฝ้าระวังจับตาอยู่ตลอด

             การประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 1 มีมติเห็นชอบ “ยุทธศาสตร์ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2558-2564” ที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เสนอเข้ามา เพื่อเป็นกรอบแนวทางให้กับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติจากปัญหาภัยคุกคามความมั่นคง โดยเฉพาะอาชญากรรมข้ามชาติที่มีความรุนแรงขึ้น โดยแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ 1.ยุทธศาสตร์เสริมสร้างความเข้มแข็งภาครัฐ ด้านกฎหมาย ข่าวกรอง เสริมศักยภาพองค์ความรู้ 2.ยุทธศาสตร์การเสริมสร้างความร่วมมือนอกภาครัฐ และ 3.ยุทธศาสตร์การเสริมสร้างความร่วมมือกับต่างประเทศ พร้อมทั้งตั้งคณะกรรมการว่าด้วยการบริหารจัดการยุทธศาสตร์และให้มีศูนย์ข้อมูลกลางด้านอาชญากรรมข้ามชาติระดับชาติด้วย

             จากที่มีมติดังกล่าวนับเป็นการยกระดับมาตรการป้องกันด้านความมั่นคงของประเทศเพื่อสอดรับสถานการณ์ปัจจุบันและสถานการณ์โลก เมื่อวิเคราะห์จากสภาพการณ์จะพบว่าอาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งเรื่องค้ามนุษย์ การลักลอบขนคนเข้าเมือง การลักลอบค้าอาวุธ ค้ายาเสพติดข้ามชาติ รวมถึงปัญหาการปลอมแปลงหนังสือเดินทาง ก็มีส่วนเกี่ยวข้องเอื้อกับภัยก่อการร้าย ดังนั้นเพียงมาตรการและตั้งคณะกรรมการ หรือศูนย์ข้อมูลมารองรับเพื่อป้องกันรับมืออย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ จำเป็นที่หน่วยงานเกี่ยวข้องต้องสอดส่องและใช้ความเข้มงวดต่อเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานด้วย เพราะถือเป็นด่านชั้นแรกที่ต้องทำงานเคร่งครัดตรงไปตรงมา ไม่เรียกรับสินบาดคาดสินบนจนกลายเป็นช่องโหว่ให้ภัยคุกคามเข้ามาได้