คอลัมนิสต์

‘การจัดการภาวะวิกฤติ’

‘การจัดการภาวะวิกฤติ’

02 ธ.ค. 2558

‘การจัดการภาวะวิกฤติ’ : ขยายปมร้อน โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ สำนักข่าวเนชั่น

           การจัดการภาวะวิกฤติ หรือ Crisis management ถือเป็นศาสตร์ที่จำเป็นสำหรับโลกสมัยใหม่ เพราะทุกหน่วยงานหรือทุกองค์กรล้วนแล้วแต่ต้องประสบภาวะวิกฤติด้วยกันทั้งสิ้น ไม่วันใดก็วันหนึ่ง ซึ่งหากองค์กร หรือบุคคลใด สามารถรับมือกับภาวะวิกฤติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะสามารถผ่านพ้นสถานการณ์เลวร้ายไปได้ และในหลายครั้งก็จะเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น

           ในทางตรงกันข้าม หากใครไม่สามารถรับมือได้ จากเรื่องเล็กน้อยก็อาจจะลุกลามใหญ่โตนำมาสู่หายนะหรือความล่มสลายได้เลยทีเดียว เราจึงได้เห็นการเปิดหลักสูตร “Crisis management” อยู่ทั่วไป

           เรื่องนี้คณะทหารที่กุมอำนาจอยู่ในปัจจุบันน่าที่จะศึกษาวิชาเช่นนี้เอาไว้บ้าง เพื่อที่จะนำมาใช้จัดการกับปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นและทำท่าจะลุกลามอยู่ในขณะนี้

           ว่ากันว่าเรื่องปัญหาข้อสงสัยการทุจริต “อุทยานราชภักดิ์” กลุ่มก้อนการเมืองถึงกับตั้งวงซุบซิบนินทากันว่าการเดินสายทำบุญของแกนนำนั้นทำท่าจะส่งผล เพราะอยู่ดีๆ เรื่องนี้ก็เกิดขึ้นเหมือนบอลไหลเข้าทาง ในวันที่สถานการณ์ของคสช.อยู่ในช่วงเข้มแข็งสุดๆ ส่วนการเมืองอยู่ในภาวะเคลื่อนไหวไม่สะดวก แต่ก็เกิดเรื่องขึ้นมาสั่นคลอนเสถียรภาพของกลุ่มผู้บริหารในขณะนี้

           เรื่องนี้ค่อยๆ ลุกลามขึ้นเรื่อยๆ และถูกตั้งคำถามจากทุกสังคมว่าการก่อสร้าง “อุทยานราชภักดิ์” โปร่งใสหรือไม่ ?

           อีกทั้งเรื่องนี้ถูกจับตาอย่างยิ่ง เพราะโครงการนี้เป็นโครงการที่ก่อสร้างขึ้นเพื่อสถาบันอันเป็นที่รักและเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวไทย จึงไม่มีใครคาดว่าจะมีกรณีอื้อฉาวเกิดขึ้น  ท่ามกลางกระแสปฏิเสธ แต่ก็มีผู้ต้องสงสัยหลายคนหนีหายไป ทั้งที่ยังมีอนาคตอยู่ในวงราชการ ยิ่งทำให้ข้อสงสัยหนักยิ่งขึ้น

           กอปรกับการให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นอดีต ผบ.ทบ. และประธานมูลนิธิอุทยานราชภักดิ์ ที่ออกมายอมรับว่ามีการเรียกหัวคิวในการก่อสร้าง

           พล.อ.อุดมเดช ระบุว่า “ในส่วนของเรื่องการเรียกรับค่าหัวคิวจากโรงหล่อ มีความจริงอยู่ส่วนหนึ่งแต่ไม่ทั้งหมด ทุกวงการคิดว่ามีสิ่งเหล่านี้ ซึ่งพอเราทราบว่าน่าจะมี เราก็เข้าไปดำเนินการและโรงหล่อต่างๆ ก็มีความเข้าใจ คนที่สอดแทรกมาก็เป็นการแอบอ้าง ต่อมาทุกอย่างก็ยุติลงไปด้วยดี”

           แต่กลับยิ่งทำให้สังคมแคลงใจหนักเข้าไปอีกและต้องการเห็นการจัดการกับปัญหา หรืออย่างน้อยถ้าบอกว่าไม่มีการทุจริตก็ต้องชี้แจงอย่างสิ้นสงสัย มิใช่เพียงแค่การปฏิเสธว่าไม่มีการทุจริตหรือการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบก็ต้องโปร่งใส ไม่ใช่ตั้งคนกันเองขึ้นมาตรวจสอบ ซึ่งก็จะหนีข้อครหาเรื่องช่วยเหลือกันไปไม่พ้น

           แต่ที่ผ่านมา  พวกเขากลับจัดการกับวิกฤติการณ์ครั้งนี้อย่างไม่เป็นมืออาชีพมากนัก เริ่มจากการปฏิเสธว่าไม่มีการทุจิต แต่ข้อมูลและหลักฐานต่างๆ ก็มีออกมาแบบรายวัน พอๆ กับผู้เกี่ยวข้องที่ค่อยๆ ทยอยหนีไป

           ร้อนถึงกองทัพบกตั้งกรรมการสอบ และเมื่อครบเวลาก็มีการแถลงข่าวโดย พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. แต่การแถลงข่าวกลับไม่มีความชัดเจนใดๆ มีเพียงการประกาศรับรองว่าโครงการดังกล่าวไม่มีการทุจริต แต่มิได้แสดงหลักฐานประกอบให้สิ้นสงสัยพร้อมด้วยท่าทีการแถลงข่าวที่ทำให้หลายคนยิ่งสงสัยหนักเข้าไปอีก

           นอกจากนี้ยังมีการที่รัฐบาลออกมาปฏิเสธว่าเรื่องดังกล่าวไม่อยู่ในความรับผิดชอบของรัฐบาล แต่กลับมีหลักฐานปรากฏออกมาเรื่อยๆ ว่า มีการรับทราบผ่านการประชุม ครม.ในหลายๆ ครั้ง หรือการเปิดเผยจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ที่ระบุว่ามีการใช้เงินจากงบกลางไป 63 ล้านบาท 

           ส่วนกระทรวงกลาโหมเมื่อเริ่มรับแรงเสียดทานมากขึ้นก็ตั้งกรรมการสอบขึ้น แต่ผู้ที่สอบก็เป็นนายทหาร ซึ่งทำให้ยังเกิดความกังวลว่าเรื่องนี้หากมีผู้กระทำผิดก็จะเกี่ยวข้องกับนายทหาร ดังนั้นจะมีการช่วยเหลือกันหรือไม่ 

           ล่าสุดกับการเข้าควบคุมตัวสองคู่หู “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ-จตุพร พรหมพันธุ์” ที่จะเดินทางไปที่อุทยานราชภักดิ์เพื่อเยี่ยมชมโครงการที่พวกเขาระบุว่ามีการทุจริต ซึ่งเรื่องนี้น่าเชื่อได้ว่าทั้งสองคาดการณ์ได้อยู่แล้ว และหวังเห็นการสร้างกระแสจากการถูกควบคุมตัว แต่ทหารก็ยังเดินเข้าไปตามเกมที่ทั้งสองวางไว้ สุดท้ายก็ต้องปล่อยตัวออกมาในเย็นวันเดียวกัน

           เรื่องที่เกิดขึ้นได้ลุกลามขึ้นไปเรื่อยๆ ท่ามกลางความสงสัย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการจัดการภาวะวิกฤติที่ไม่เป็นมืออาชีพ

           ถ้ายังปรับกระบวนไม่ทัน งานนี้อาจสั่นคลอนรัฐบาลได้มากกว่าที่คาด!