
เพียงเพราะนายไม่สามารถสร้างความเข้าใจได้?
เสียความรู้สึกเรื่องตำรวจจราจร(ตอนที่ 3) เพียงเพราะนายไม่สามารถสร้างความเข้าใจได้? : โลกตำรวจ โดยผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข
“เสียความรู้สึกที่นายของเราไม่เคยคิดจะปกป้องเรา” นายตำรวจระดับนายพลพูดช้าๆ อย่างชัดถ้อยชัดคำ พร้อมคำอธิบายข้อความนำที่กล่าวมาข้างต้น โดยมีใจความสำคัญว่า
เป็นที่รับรู้โดยทั่วกันและรับรู้กันมาอย่างยาวนานว่า คนนอกหน่วยมีความรู้ความเข้าใจในระบบงานตำรวจในวิถีบริบทสังคมวัฒนธรรมไทยน้อยมาก
ความรู้ความเข้าใจในงานตำรวจที่ผิดพลาดเกิดขึ้นในกลุ่มประชาชนชาวบ้านผู้รับบริการจากตำรวจนั้น ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะเป็นไปในรูปแบบของการมีทัศนคติเชิงลบต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรืออาจรุนแรงไปจนถึงเกิดความรู้สึกเกลียดชัง
หากปล่อยไว้อย่างเรื้อรัง นานนับแรมปีย่อมส่งผลกระทบต่อความเสื่อมศรัทธา หมดความเชื่อถือ
กรณีที่ความรู้ความเข้าใจในงานตำรวจที่ผิดพลาดเกิดขึ้นในกลุ่มบุคคลที่มีอำนาจ หรือมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับการบริหารงานตำรวจจะส่งผลกระทบสำคัญต่อประสิทธิภาพของระบบงาน วัฒนธรรมในการทำงาน หรือแม้กระทั่งอาจเกิดผลกระทบในเชิงโครงสร้างการทำงานด้วย ลักษณะดังกล่าวจะก่อให้เกิดความเสียหายและผลกระทบที่มากและรุนแรงกว่ากรณีแรก
หากวิเคราะห์ว่า ถ้า คนนอก เข้าใจผิด แต่ คนใน ไม่พยายามหาวิธีในการสร้างความเข้าใจ ให้ความรู้ที่ถูกต้อง อย่างมีกลยุทธ์ (เพราะการโต้แย้งทัดทานผู้ที่มีอำนาจมากกว่าเป็นสิ่งที่รับรู้ได้ว่ายากยิ่ง) แต่กลับสยบยอมและนิ่งเฉยนั้น ผลกระทบประการแรกที่จะเกิดขึ้นตามมาคือ ประสิทธิภาพในการทำงานตำรวจจะต่ำกว่าที่ควรจะเป็น
ตัวอย่างความเข้าใจผิดของคนนอกองค์กรส่งผลกระทบต่อการบริหารทรัพยากรในการทำงานของสำนักงานตำรวจหรือไม่?
สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีงบประมาณที่ไม่เพียงพอต่อการดำเนินงานตามภารกิจเพราะอะไร? ทำไมปัญหานี้จึงคงดำรงอยู่ตลอดมาอย่างยาวนาน?
ทำไมสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่สามารถบริหารจัดการงบประมาณเพื่อใช้ในการทำงานได้อย่างเพียงพอ? อีกทั้งยอมปล่อยให้วัฒนธรรมการหารายได้เพื่อนำมาใช้ในการทำงานเป็นบทบาท หน้าที่ ความรับผิดชอบของสถานีตำรวจ
ที่น่าเศร้าใจมากยิ่งไปกว่านั้น เมื่อพบว่าสถานีตำรวจจำนวนไม่น้อยต้องหารายได้เพื่อส่งให้หน่วยเหนือใช้ในการบริหารงานด้วย (ตั้งคำถามเฉพาะงบประมาณที่โรงพักจำเป็นต้องส่งเพื่อให้หน่วยเหนือทำงานหรือบริหารงาน รวมถึงเป็นค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น ค่าไฟ เท่านั้น ไม่นับรวมประเด็นอื่นที่นอกเหนือจากงาน?)
ทำไมสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่สามารถบริหารจัดการกำลังพลได้อย่างเหมาะสมกับภาระงานต่างๆ ที่ตำรวจจำเป็นต้องรับผิดชอบ ทั้งๆ ที่บริบทสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ส่งผลให้ปัญหาความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นกว่าในอดีตที่ผ่านมา ?
หากสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะจำกัดจำนวนบุคลากรเพื่อลดภาระการบริหารงานส่วนอื่นๆ ที่จะตามมานั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องจัดหาเทคโนโลยี หรืออุปกรณ์ในการทำงานที่สามารถทดแทนกำลังพลได้ด้วย มิใช่หรือ?
การปล่อยให้ตำรวจชั้นผู้น้อยที่เป็นผู้ปฏิบัติงานหลักในพื้นที่จำต้องทนแบกรับภาระการทำงานจำนวนมาก ทั้งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่โดยตรงและในส่วนที่หน่วยนอกอื่นๆ ประสานขอความร่วมมือสำนักงานตำรวจแห่งชาติมาให้ช่วยทำนั้น เป็นสิ่งที่ทำให้ตำรวจผู้ปฏิบัติมีความตึงเครียดเรื้อรัง รับรู้ถึงความไม่ยุติธรรมในการทำงานที่เกิดขึ้น ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับประชาชนในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
งานจราจรเป็นตัวอย่างหนึ่งของความล้มเหลวในการบริหารจัดการที่ไม่สามารถสร้างความพอเหมาะพอดีให้เกิดขึ้นระหว่างทรัพยากรในการทำงานกับภาระงานที่ผู้ปฏิบัติจำเป็นต้องทำอย่างเห็นได้ชัด
ดังจะเห็นได้ว่า อัตรากำลังตำรวจจราจรทั้ังกรอบอัตราและผู้ปฏิบัติงานจริงที่มีน้อยกว่าอัตรานั้น เป็นปัญหาที่ไม่ได้รับการแก้ไข ทั้งๆ ที่การบริหารงานจราจรในประเทศถือว่าอยู่ในขั้นที่เรียกได้ว่า “วิกฤติ”
การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยให้ตำรวจที่ไม่ใช่ผู้ที่ทำงานด้านจราจรโดยตรงมาทำหน้าที่แทนกลายเป็นเรื่องปกติจนไม่ได้มีการตั้งตำถามเพื่อนำไปสู่การแก้ไขที่สาเหตุอย่างยั่งยืน
หากสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังไม่สามารถให้ข้อมูล และสร้างความเข้าใจแก่องค์กรที่เกี่ยวข้องหรือผู้มีอำนาจเหนือขึ้นไปเพื่อให้ได้รับการสนับสนุนทรัพยากรต่างๆ ในการทำงานอย่างพอเหมาะพอสม อันจะนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานตำรวจได้แล้วนั้น
ย่อมไม่แปลกที่ผู้บริหารตำรวจจะถูกตั้งคำถามจากไพร่พลว่า “นายของเรารู้และเข้าใจงาน ปัญหา และข้อจำกัดในการทำงานของพื้นที่มากน้อยแค่ไหน?”



