คอลัมนิสต์

สปิริต‘บันดุง’ที่กรุงปักกิ่ง

สปิริต‘บันดุง’ที่กรุงปักกิ่ง

01 ธ.ค. 2558

สปิริต‘บันดุง’ที่กรุงปักกิ่ง : โลกสาระจิปาถะ กวี จงกิจถาวร

             กรุงปักกิ่ง-รัฐบาลจีนได้จัดการประชุมนานาชาติเพื่อฟื้นฟูสปิริตบันดุงเมื่อเร็วๆ นี้ หลังจากที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง สัญญาว่าจะส่งเสริมกิจกรรมต่างๆ เกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างแอฟริกาและเอเชีีย ในช่วงที่แวะเข้าร่วมงานเฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปีของบันดุง

             ปี 1955 ประเทศที่เพิ่งได้รับอิสรภาพได้พบปะกันเป็นครั้งแรกที่เมืองบันดุง หลังจากหลุดออกจากการครอบงำของอาณานิคมในรูปแบบต่างๆ เพื่อสร้างสังคมระหว่างประเทศใหม่ ที่มีความเท่าเทียมกัน นับถือซึ่งกันและกัน การประชุมบันดุงครั้งนั้นจึงเป็นที่มาของขบวนการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด (ไทยเป็นสมาชิกขบวนนี้ในปี 1991)

             ประเด็นน่าสนใจคือทั้งเอเชียและแอฟริกาเป็นสองทวีปทุกคนยอมรับว่าเป็นพื้นที่มีการเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจสูงสุด มีประชาชนรวมกันมากกว่าครึ่งของพลเมืองโลก แต่การแลกเปลี่ยนและความร่วมมือระหว่างสองทวีปมีน้อยมาก การแลกเปลี่ยนทั้งระดับรัฐบาลและประชาชนก็มีน้อยมาก

             มีแต่ประเทศตะวันตกที่ต้องการเข้าไปมาลงทุน ตีสนิท เพราะมีทรัพยากรธรรมชาติในประเทศมากมาย

             ส่วนจีนมีนโยบายต่อแอฟริกาค่อนข้างชัดเจน มีความต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่าหกทศวรรษ ตั้งแต่สมัยประธานเหมา เจ๋อ ตุง เรืองอำนาจที่เห็นถึงความสำคัญประเทศในแอฟริกากับการต่อสู้กับจักรวรรดินิยมโลกตะวันตกทั้งหลาย ที่เรารู้จักเรียกกันว่า "ทฤษฎีสามโลก” ยังคงอยู่และมีการปรับเปลี่ยนให้ทันสมัย การที่จีนจัดประชุมครั้งนี้ถือว่าเป็นกิจกรรมใหญ่ที่โปรโมทความร่วมระหว่างแอฟริกาและเอเชีียอย่างเป็นรูปธรรม

             ที่น่าแปลกใจ คือตัวแทนแอฟริกาเช่น เคนยา ซูดาน แทนซาเนีย ไนจีเรีย คองโก ยังพูดในแนวเดิมคือด่าว่าจักรวรรดินิยมอเมริกาที่พยายามเข้ามาเอาผลประโยชน์เหมือนในสมัยก่อน ทั้งๆ ที่ในโลกปัจจุบันเป็นคนละบริบทกัน ตัวแทนจากเอเชีียจะพูดถึงอนาคตความร่วมมือระหว่างสองทวีปและวิธีทางที่จะร่วมมือกันมากขึ้น เพราะเป็นจุดประสงค์หลักของการฟื้นฟูสปิริตบันดุง

             โดยทั่วๆ ไป รัฐบาลและคนแอฟริกาใน 54 ประเทศ มีทัศนคติที่ดีต่อจีนและการลงทุนของจีน รวมทั้งความช่วยเหลือทางด้านเทคนิคต่างๆ และโครงการก่อสร้างมากมาย ส่วนใหญ่ยอมรับว่าจีนเกรงใจเจ้าบ้านในแอฟริกามากๆ ไม่เคยมีประวัติศาสตร์ในการครอบงำประเทศอื่น แต่ในทางตรงข้าม จีนพยายามเอาใจและไม่แทรกแซงในการเมืองภายในแอฟริกาไม่ว่าจะเป็นประเทศใดทั้งสิ้น ซึ่งไม่เหมือนกับสหภาพยุโรปหรือสหรัฐอเมริกาที่ให้ความช่วยเหลือพร้อมกับมีข้อเรียกร้องต่างๆ ตามมาและในขณะเดียวกันก็พยายามเข้ามาแทรกแซง โดยเฉพาะในเรื่องพัฒนาการเมืองประชาธิปไตย

             จีนมีโครงการช่วยเหลือมากมายให้กับประเทศแอฟริกาเกือบทุกประเทศ จนทำให้มีการโฆษณาชวนเชื่อในสื่อต่างๆ ทั่วโลกว่าประเทศแอฟริกาเริ่มจะไม่เอาจีนและปฏิิเสธที่จะเอาความช่วยเหลือต่างๆ นักข่าวเคนยาและแทนซาเนียถึงกับเล่าให้ฟังว่า ในฐานะเป็นสื่อมวลชนพวกเขารู้ความจริงว่าเป็นอย่างไร บางคนถึงกับเรียกร้องให้จีนทำมากกว่านี้คือ เข้ามามีส่วนในเรื่องการเมืองในแอฟริกา เนื่องจากจีนประสบความสำเร็จทางด้านการพัฒนาเศรษฐกิจในช่วงสามสิบปี พร้อมกับมีเสถียรภาพทางด้านการเมือง ประเด็นนี้ค่อนข้างจะอื้อฉาว เพราะตามปกติจะพบว่าไม่มีใครอยากเห็นประเทศอื่นเข้ามายุ่งการเมืองในประเทศของตัวเอง

             สำหรับจีน ความร่วมมือเพิ่มขึ้นย่อมส่งผลดีต่อแผน “หนึ่งเขต หนึ่งเส้นทาง” (One Belt and One Road Initiative) เพราะมันเกี่ยวโยงกันหมด ตามจริง จีนฉลาดมากที่มีโครงการมหึมาหนุนหลังอยู่แบบนี้ แผนพัฒนาต่างๆ สามารถเอาเข้ามาได้ เป็นประโยชน์ของนักลงทุนจากจีน

             ในอนาคต แอฟริกายังเป็นเป้าหมายของนักลงทุนจากทั่วโลกเพื่อชนะใจ และเอามาเป็นเพื่อน จึงไม่แปลกรัฐบาลจีนได้เสนอตัวจะสร้างศูนย์ความร่วมมือแอฟริกาและเอเชีย ซึ่งถ้าเป็นจริงอย่างที่ลั่นวาจาไว้ก็ต้องถือเป็นผลงานของจีนอีกชิ้นหนึ่งของสปิริตบันดุง