
สัญลักษณ์จากสหรัฐ
สัญลักษณ์จากสหรัฐ : กระดานความคิด โดยศรายุทธ สายคำมี
หลังจาก คริสตี้ เคนนีย์ พ้นจากตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทยไปเมื่อปีก่อน และบังเอิญว่าเป็นช่วงที่ไทยมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง มีการยึดอำนาจโดยทหาร ซึ่งก็ไปเข้าข้อกฎหมายของหสรัฐพอดี ทำให้มีการตัดความช่วยเหลือบางอย่าง ที่ก็ต้องยอมรับว่า เรื่องนี้ ทหารเขาประเมินเอาไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
แต่สิ่งที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อยากเห็นในก่อนหน้านี้ก็คือ เมื่อไหร่ที่สหรัฐจะส่งเอกอัครราชทูตคนใหม่มาประจำกรุงเทพฯ
ไม่ใช่ปล่อยให้อุปทูตเที่ยวไปพูดที่นั่นที่นี่ ชิงชังการยึดอำนาจ เรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง รวมทั้งแสดงความเห็นคัดค้านการลงโทษผู้กระทำผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 112 พูดหรือกระทำการหมิ่นสถาบัน
แต่การมีเอกอัครราชทูตสหรัฐมาประจำที่กรุงเทพฯ ก็จะเป็นการแสดงให้เห็นถึงสายสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐว่า แท้จริงแล้ว ยังแนบแน่นกันอยู่ แม้ว่ากฎหมายสหรัฐจะห้ามการติดต่อเจรจากับรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง
นักการทูตท่านหนึ่งบอกว่า ในยุคที่โลกไร้พรมแดน และการสื่อสารที่รวดเร็วอย่างนี้ สหรัฐจะใช้มาตรการเดิมกดดันชาติอื่น หรือกักขังชาติอื่นด้วยอาวุธที่เรียกว่า “ประชาธิปไตย” ได้ไม่นานนักหรอก ตราบใดที่มหาอำนาจชาติอื่นเขาไม่มีกฎเหล็กอย่างนี้ และพร้อมที่จะเดินเข้ามาโอบไหล่ประเทศไทย แล้วจับมือกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งหากเป็นอย่างนั้นนานวันเข้าผลกระทบจะย้อนกลับไปหาสหรัฐ
ในทันทีที่รัฐสภาสหรัฐให้การรับรอง กลิน ที. เดวีส์ มาเป็นเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย เสียงตอบรับจากไทยก็อื้ออึง เปี่ยมไปด้วยความหวังว่านี่คือสัญญาณที่ดีจากสหรัฐ ยิ่งไปดูโปรไฟล์แล้ว กลิน ที. เดวีส์ ก็ทำให้หลงใหลได้ปลื้มว่า ทูตคนนี้น่าจะเข้าอกเข้าใจประเทศไทยมากกว่าเอกอัครราชทูตสหรัฐคนก่อน ที่ดูเหมือนว่าจะ “แดง” ตั้งแต่ภายนอกยันภายใน
แต่เมื่อ กลิน ที. เดวีส์ ออกเวทีสาธารณะวิจารณ์ถึงบทลงโทษจำคุกแก่ผู้หมิ่นประมาทสถาบันฯ ในงานเสวนาสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศในกรุงเทพฯ เมื่อวันก่อน ก็น่าจะทำให้ใครต่อใครเข้าอกเข้าใจสหรัฐมากยิ่งขึ้น
เข้าใจถึงการ์ตูนนิสต์หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ที่เขียนการ์ตูนล้อเลียนสหรัฐ เมื่อครั้งมีการสำรวจพบน้ำที่ดาวอังคารว่า ถ้าที่ดาวอังคารมี “น้ำมัน” ละก็ สหรัฐคงจะพูดว่า “ดาวอังคารน่าจะต้องการประชาธิปไตย”
สิ่งที่สหรัฐแสดงออกมา ทำให้เข้าใจได้ว่า สหรัฐไม่ได้สนอกสนใจจริงจังนักหรอกว่า วัฒนธรรม ประเพณีของแต่ละประเทศจะเป็นอย่างไร และคงจะแยกไม่ออกระหว่าง ประชาธิปไตยกับการค้าเสรีที่ตนเองเป็นผู้กำหนด
หลายคนที่ชื่นชมหลงใหลประชาธิปไตย อาจไม่สบอารมณ์นักกับการตอบคำถามเรื่องนี้ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ดูจะไม่ยี่หระกับท่าทีของทูตสหรัฐ แถมยังออกไปประมาณว่า ที่ กลิน ที. เดวีส์ พูดไปนั้น มันดราม่าชัดๆ
พล.อ.ประยุทธ์ บอกว่า จะพูดอะไรก็เรื่องของ กลิน ที. เดวีส์ เพราะที่ผ่านมา ก็ส่งคนมาเจรจาการค้ากันอยู่เลย ไม่ใช่แค่สหรัฐ แต่ประเทศอังกฤษ สหภาพยุโรป ก็มา แถมยังบอกว่า ที่รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ทำไปนั้นดีแล้ว
ประมาณว่า ถ้าคุยเป็นทางการ ก็จะบอกกับคนทั่วไปว่า ประเทศไทยยังไม่มีประชาธิปไตย ยังมีมาตรา 112 ที่ไม่เปิดโอกาสให้ผู้คนแสดงความคิดเห็นโดยเสรี
ต่อหน้าผู้คนแสร้งทำเป็นรังเกียจ แต่ดอดเข้าทางประตูหลัง เจรจาเรื่องการค้า หาประโยชน์ใส่กระเป๋า
ปัญหาก็คือ เวลาคนพวกนี้พูด แล้วถูกถ่ายทอดออกไป นานเข้าเลยดูเหมือนประเทศไทยล้าหลัง ทั้งที่จะว่าไปแล้ว เรื่องกฎหมายหมิ่นประมาทนั้นทั่วโลกเขาก็มีกัน แล้วทั่วโลกเขาก็ไม่ไปก้าวล่วงกัน ไม่ด่าว่า ไม่อาฆาตมาดร้ายกัน กฎหมายเขามีหมด แต่ของประเทศไทยมีพิเศษ เพราะสถาบันฟ้องร้องใครไม่ได้ และที่สำคัญ สถาบันก็ไม่ได้ไปสร้างความเดือดร้อยให้ใคร
ก็ไม่รู้ทำไม กลิน ที. เดวีส์ ที่เพิ่งมาประจำกรุงเทพฯ ได้ไม่นาน ถึงได้เดือดเนื้อร้อนใจ
เพราะคนที่โดนออกหมายจับตามมาตรานี้ ส่วนใหญ่ก็อยู่เมืองนอก และถ้าใครได้ยินได้เห็นการกระทำของคนพวกนี้ ก็คงไม่ปฏิเสธว่า สมควรแล้ว
ไม่ว่าจะเป็น เอนก ซานฟราน หรือ โรส ลอนดอน !
แต่เรื่องนี้จะไปพูดจาตัดพ้อน้อยใจแบบ พล.อ.ประยุทธ์ ก็คงไม่ได้ เพราะเมื่อเดินมาถึงขั้นนี้แล้ว ก็ต้องมุ่งมั่นเดินต่อไปให้ถึงจุดหมาย
สิ่งกวนใจที่เกิดขึ้นนั้นคงจะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย แล้วก็ไม่ใช่กรวดในรองเท้าที่แค่ถอดออกแล้วเขี่ยมันทิ้งแล้วจบ เพราะยังอีกนานที่ทูตสหรัฐคนนี้จะพ้นวาระ
เผลอๆ รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ เดินไปจนครบถ้วนกระบวนความตามโรดแม็พแล้ว ทูตคนนี้ก็ยังอยู่ แล้วก็พูดในเรื่องเดิมๆ เป็นรอบที่ร้อยที่พันเลยก็อาจเป็นได้
ถ้าคิดตั้งแต่แรกว่าจะให้เป็นเพียงแค่ “สัญลักษณ์” ที่สหรัฐแสดงท่าทีต่อไทยแม้ว่าจะมีรัฐประหาร เอาแค่นี้ก็น่าจะพอแล้ว อย่ายกระดับให้ถึงขั้นเป็นอะไรมากกว่านี้เลย



