
ขอให้จบอย่างโปร่งใส
ขอให้จบอย่างโปร่งใส : บทบรรณาธิการประจำวันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน 2558
ผลพวงจากผลสอบโครงการอุทยานราชภักดิ์ โดยคณะกรรมการภายใต้การนำของพล.อ.วีรัณ ฉันทโกศล ที่ปรึกษากองทัพบกเป็นประธาน ที่ได้รับการแต่งตั้งโดยพล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผู้บัญชาการทหารบก ยังคงเป็นที่วิพากษ์อย่างกว้างขวางจากหลายฝ่ายไม่ว่าจะเป็นฝ่ายตรงข้าม หรือนักการเมืองถึงความโปร่งใสของการตรวจสอบที่สรุปออกมาในทำนองว่า ไม่มีคนในกองทัพกระทำความผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการรับประกันความบริสุทธิ์ให้กับนายทหาร ซึ่งดูเหมือนจะถูกมองว่าน่าจะมีส่วนต้องรับผิดชอบ ซึ่งในเวลาต่อมา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้มีคำสั่งให้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีราชภักดิ์ขึ้นมาตรวจสอบอีกครั้ง ซึ่งก็มีคำปรามาสตามมาอีกว่า เป็นการตั้งคณะกรรมการขึ้นสอบสวนให้เป็นที่ประจักษ์หรือว่ารับรองผลการสอบของคณะกรรมการชุดของพล.อ.วีรัณ
กรณีที่เกิดขึ้นถือเป็นเรื่องใหญ่ กระทบทั้งกองทัพและรัฐบาล โดยเฉพาะรัฐบาลทหารโดยการนำของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่พยายามนำการเปลี่ยนแปลงมาสู่สังคมไทยภายใต้ภารกิจ “ปฏิรูปประเทศ” หลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ซึ่งในขณะนั้น กระแสสังคมดูเหมือนจะตกอยู่ในสภาวะเดียวกัน คือไม่มีทางเลือกเป็นอื่น เพราะนอกจากประเทศชาติจะมาถึงทางตันทางการเมืองแล้ว หลายภาคส่วนในสังคมก็กำลังตกอยู่ในอาการ “เน่าใน” ที่จะต้องผ่าตัดเยียวยาหรือยกเครื่องกันครั้งใหญ่ อย่างเรื่อง การทุจริตคอร์รัปชั่น อันถือเป็นต้นธารของระบบอุปถัมภ์ในแวดวงการเมืองที่กลายเป็นวงจรอุบาทว์ของสังคม อันควรจะต้องได้รับการแก้ไขในลำดับต้นๆ ถึงขนาดมีข้อเรียกร้องให้ตัดสิทธินักการเมืองที่กระทำการทุจริตเลือกตั้งตลอดชีวิตก็เกิดขึ้นแล้ว
สาเหตุหลักที่ฝ่ายตรงข้าม และนักการเมืองกำลังจับตาการสอบสวนของกองทัพ และต่อมาเป็นคณะกรรมการในส่วนของกระทรวงกลาโหมก็เป็นเพราะว่า นายทหารระดับสูงในรัฐบาลและกองทัพ ล้วนแล้วแต่มีความสัมพันธ์กันในลักษณะ “เพื่อนพ้องน้องพี่” ตามที่รู้จักกันในนามบูรพาพยัคฆ์อย่างแนบแน่น กล่าวคือ พล.อ.ประวิตร ถือเป็นพี่ใหญ่ของ พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ธีรชัย และพล.อ.อุดมเดช สีตบุตร อดีตผู้บัญชาการทหารบก จึงจำเป็นอยู่เอง เมื่อผลการสอบสวนที่หลุดพ้นจากพล.อ.ธีรชัยมาแล้ว ลำดับถัดมา ก็มาถึงวาระความรับผิดชอบของพล.อ.ประวิตร ที่ได้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนอีกชั้นหนึ่งและปิดท้ายด้วย นายกรัฐมนตรีซึ่งมีอำนาจสูงสุดของทุกฝ่าย ที่จะต้องพร้อมตอบคำถามคลายข้อสงสัยต่างๆ นานา ถ้าจะมีเมื่อผลสอบสวนล่าสุดออกมาแล้ว
กรณีที่ไม่เกี่ยวอันใดเลยกับความสัมพันธ์ฉันพี่น้องในบูรพาพยัคฆ์ กล่าวสำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเป็นดังเครื่องหมายนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่สังคมไทยนับตั้งแต่ทำรัฐประหาร และก้าวเข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จนเป็นที่คาดหวังของสังคมในแทบจะทุกเรื่อง ทั้งในฐานะของผู้นำการปฏิรูปประเทศ และผู้นำด้านการบริหารที่จะนำความผาสุกมาสู่ประชาชนทุกหมู่เหล่า เมื่อเป็นเช่นนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งนับได้ว่าเป็นคน “อ่อนไหว” และแคร์กับความรู้สึกของสังคมอยู่พอสมควร ก็จะต้องแสดงให้สังคมหมดความคลางแคลงใจ ไม่ว่าผลการสอบจะออกมาอย่างไร เพราะเรื่องใหญ่ขนาดนี้ ย่อมไม่น่าจะจบเพียงแค่ บทสรุปที่ว่า “เป็นเรื่องของกระทรวงกลาโหม”



