คอลัมนิสต์

เตือนญาติผู้ต้องหาคดียาระวังถูกมิจฉาชีพอ้างเป็นนายประกัน

เตือนญาติผู้ต้องหาคดียาระวังถูกมิจฉาชีพอ้างเป็นนายประกัน

26 พ.ย. 2558

เตือนญาติผู้ต้องหาคดียาเสพติดระวังถูกมิจฉาชีพอ้างเป็นนายประกันหลอกตุ๋นเงิน : สายตรวจระวังภัย โดยกรกมล อักษรเดช

           เหล่ามิจฉาชีพมักมีวิธีการแอบอ้างหลายรูปแบบ เพื่อหลอกเอาเงินเหยื่อ ไม่ว่าจะเป็นอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หรือรู้จักเจ้าหน้าที่ระดับสูงเพื่อวิ่งเต้นในเรื่องต่างๆ ทั้งเรื่องเข้ารับราชการ เรื่องช่วยเคลียร์คดี แม้กระทั่งปลอมเป็นทหารหรือตำรวจ เพื่ออวดอ้าง อาศัยความน่าเชื่อถือของเครื่องแบบข้าราชการระดับสูงทางโซเชียลมีเดีย ก่อนตีสนิทแล้วต้มตุ๋นด้วยวิธีการต่างๆ นานา ซึ่งล่าสุดยังพบว่ามีสาวใหญ่อ้างเป็นนายประกัน รู้จักมักจี่กับเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับหัวหน้าสถานี หรือผู้บังคับบัญชาระดับผู้กำกับ ยศ พ.ต.อ. จนถึงผู้บังคับการ ยศ พล.ต.ต. เพื่อตีสนิทญาติของผู้ต้องหาที่ถูกจับคดียาเสพติด ก่อนหลอกว่าช่วยวิ่งเต้นเคลียร์คดีให้ประกันตัวออกมาได้ คนตกเป็นเหยื่อต้องสูญเงินให้มิจฉาชีพหลักแสนบาท

           เกี่ยวกับการแอบอ้างลักษณะดังกล่าว พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้ให้ความสำคัญในเรื่องของภาพลักษณ์ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งจากการตรวจสอบทราบว่ามีบุคคลแอบอ้างรู้จักกับเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูง สามารถช่วยเหลือคดีต่างๆ ได้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงตรวจสอบสถานีตำรวจในพื้นที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 (บช.ภ.1) พบว่ามีบุคคลดังกล่าวแอบอ้างจริง ทราบชื่อภายหลังคือ น.ส.รังสิมา สินธุ อายุ 42 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลแขวงสมุทรปราการที่ 250/2556 ลงวันที่ 4 มิถุนายน 2556 ในข้อหา “ฉ้อโกง” และหมายจับของศาลจังหวัดพัทยาที่ จ.666/2556 ลงวันที่ 11 ตุลาคม 2556 ในข้อหา “ลักทรัพย์ผู้อื่นและใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ” จึงได้ติดตามจับกุมตัวมาขยายผล จากนั้น พล.ต.ท.ชัยวัฒน์ เกตุวรชัย ผบช.ภ.1 และ พล.ต.ต.รณศิลป์ ภู่สาระ รอง ผบช.ก. รรท.รอง ผบช.ภ.1 พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจของ บช.ภ.1 ได้นำตัวมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน เพื่อเผยแพร่ข่าวเตือนภัยพฤติกรรมสุดแสบ ไม่ให้ประชาชนหลงเชื่อตกเป็นเหยื่อ เพราะเชื่อว่าจะมีเหล่ามิจฉาชีพใช้วิธีการแบบนี้หากินอยู่เยอะ ไม่เฉพาะที่จับกุมได้เท่านั้น

           พล.ต.ต.รณศิลป์ เปิดเผยพฤติกรรมสุดแสบของมิจฉาชีพสาวใหญ่รายนี้ว่า เมื่อสอบสวนและตรวจสอบพบว่าครั้งล่าสุดวันที่ 7 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา น.ส.รังสิมา ได้แอบอ้างกับญาติของผู้ต้องหาในคดียาเสพติดในพื้นที่สภ.เมืองอ่างทอง โดยได้เงินสดเป็นจำนวน 300,000 บาท เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงติดตามเส้นทางการเงินพบว่า เงินดังกล่าวถูกโอนเข้าบัญชีของน.ส.รังสิมา ซึ่งพฤติกรรมจะทำการโทรศัพท์ไปยังสถานีตำรวจต่างๆ เพื่อสอบถามหาผู้ต้องหาคดียาเสพติด และอ้างกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ตัวเองเป็นนายประกัน จากนั้นจะทิ้งเบอร์โทรศัพท์ไว้ให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ หากเจ้าหน้าที่ไม่เชื่อก็จะต่อสายให้คุยกับตำรวจชั้นผู้ใหญ่ อาทิ ผู้บังคับการ หรือผู้กำกับสถานีนั้นๆ

           “พอตรวจสอบบุคคลที่แอบอ้างพบว่า บุคคลที่อ้างถึงนั้นเป็นเพียงคนขับแท็กซี่ หรือวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง และเมื่อมีผู้ต้องหาคดียาเสพติดต้องโทษ น.ส.รังสิมา ก็จะโทรหาญาติของผู้ต้องหา ก่อนพูดคุยและอ้างว่าสามารถช่วยเหลือให้พ้นจากคดีได้ แต่ต้องมีค่าตอบแทนเป็นเงินสดตามที่ตกลงไว้ เท่าที่ตำรวจเช็กได้ น.ส.รังสิมา ได้ก่อเหตุในพื้นที่ บช.ภ.1 มาแล้ว 8 ครั้ง รวมเป็นเงิน 465,000 บาท จากประวัติยังพบอีกว่าเมื่อปี 2556 ก็เคยก่อเหตุในลักษณะแบบเดียวกันนี้ ในพื้นที่ สภ.คลองด่าน จ.สมุทรปราการ โดยได้เงินสูงสุดถึง 600,000 บาท” พล.ต.ต.รณศิลป์ อธิบาย

           ตำรวจฝากเตือนพี่น้องประชาชนว่า หากญาติหรือลูกหลาน ไม่ว่าจะคดีอะไร สามารถติดต่อประสานงานกับพนักงานสอบสวนเจ้าของคดีได้โดยตรง หากมีความประสงค์จะยื่นประกันตัว ไม่จำเป็นต้องผ่านนายประกัน หรือคนที่เข้ามาแอบอ้างวิ่งเต้นคดีให้ ส่วนจะให้ประกันตัวหรือไม่นั้นอยู่ที่การพิจารณาของเจ้าหน้าที่ โดย “พึงสังวรณ์” ระวังไว้เลยว่า หากมีคนแปลกหน้าเข้าหาบอกเป็นนายประกัน หรืออะไรก็แล้วแต่ บุคคลนั้นอาจเป็นมิจฉาชีพ ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบในทันที มิเช่นนั้นก็จะตกเป็นเหยื่อแบบไม่ทันตั้งตัว นอกจากลูกหลาน หรือเครือญาติจะไม่ได้ประกันตัวแล้ว จะต้องสูญเงินก้อนใหญ่ให้แก่บรรดามิจฉาชีพอีก ประหนึ่งว่า “โดนทั้งขึ้นทั้งล่อง” ซึ่งส่วนใหญ่เหล่ามิจฉาชีพมักจะเลือกคดียาเสพติดในการต้มตุ๋น