
เสียความรู้สึกเรื่องตำรวจจราจร(ตอนที่ 2)ที่มาความเกลียดชัง
เสียความรู้สึกเรื่องตำรวจจราจร(ตอนที่ 2) ที่มาของความเกลียดชัง : โลกตำรวจ โดยปนัดดา ชำนาญสุข
นโยบายสร้างภาพลักษณ์ตำรวจเพื่อให้ตำรวจดูดี(เพื่อสร้างศรัทธา)ในสายตาของประชาชน เป็นนโยบายของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คนปัจจุบัน
ตำรวจจราจรเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญที่ถูกคาดหวังให้จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกิริยา ท่าที และลีลาต่างๆ ในการทำงานกลางถนน
ถึงแม้จะต้องทำงานด้วยความเหนื่อยยากอย่างมากมาย ยืนโบกรถนานนับชั่วโมงท่ามกลางควันพิษและเปลวแดด จนเป็นที่มาของคำท้าทายเชิงเสียดสีของ พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน อดีตผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ที่แสดงให้เห็นความเหนื่อยยากลำบากในการทำหน้าที่ของตำรวจจราจรที่ว่า
“มีคนอาชีพไหนบ้างที่อดทนยืนทำงานกลางแดดร้อนๆ จนกีวี (ครีมขัดรองเท้า) ละลายได้อย่างตำรวจจราจรไทย”
แต่ทำไมการทำงานหนักอย่างที่อดีตผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 กล่าวไว้กลับมิได้ทำให้ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนมีความรู้สึกดีๆ กับตำรวจจราจรอย่างที่ควรจะเป็น?
เมื่อวิเคราะห์ถึงการกำกับดูแลงานจราจรของผู้นำระดับต่างๆ จะพบว่า การมอบหมายอำนาจ หน้าที่ความรับผิดชอบในการกำกับดูแลงานจราจรระดับกองบัญชาการ หรือแม้กระทั่งกองบังคับการจะตกอยู่กับ “น้องใหม่” หรือผู้ที่มีอาวุโสน้อยที่สุดในกลุ่มผู้บริหารงานตำรวจทั้งสองระดับ
ภาวะน้องใหม่ งานชายขอบ ความเป็นคนชายขอบ และการผลักภาระไปที่ผู้ที่อำนาจน้อยที่สุดในหน่วยงานให้ทำงานและรับผิดชอบงานแทนนายนั้นเป็นสาเหตุร่วมกันจนกลายเป็นบ่อเกิดของความไร้ประสิทธิภาพของการบริหารงานจราจรของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ใช่หรือไม่ ?
งานจราจร ซึ่งเปรียบเสมือน “งานชายขอบ” (marginal) และความเป็นชายขอบนอกสายตาจะมีความเด่นชัดมากยิ่งขึ้น เมื่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีภารกิจสำคัญในการควบคุมความสงบเรียบร้อย อย่างเช่น กรณีที่มีการชุมนุมประท้วง เป็นต้น
ถึงแม้ว่าคำพูดของ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะเป็นความจริงอย่างที่สุดที่ว่า “โรงพักคือจุดแตกหัก” ของการบริหารงานตำรวจที่สำคัญและเป็นตัวชี้วัดในการทำให้ประชาชนพึงพอใจและศรัทธาต่อการทำงานของตำรวจ
แต่สำหรับงานจราจรแล้วนั้น ผู้บริหารงานระดับสถานีตำรวจก็ยังให้ความสำคัญน้อยมากในการวางแผน กำกับติดตาม ควบคุมและดูแลให้งานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
อาจกล่าวได้ว่า มีหัวหน้าสถานีตำรวจเพียงไม่กี่นายที่มีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงปัญหา อุปสรรค และการแก้ปัญหาต่างๆ ในงานจราจรในพื้นที่รับผิดชอบเสียด้วยซ้ำ
“หัวหน้างานจราจรที่แท้จริง” ส่วนใหญ่ จึงกลายเป็นนายตำรวจชั้นประทวนที่ทำหน้าที่แทนนายตำรวจสัญญาบัตรในทุกๆ เรื่อง
จนสามารถกล่าวได้ว่า ประสิทธิภาพของงานจราจรเป็นผลงานของเหล่าไพร่พลตำรวจจราจรชั้นประทวนเป็นส่วนสำคัญ
ในเมื่อผู้เป็นนายไม่ทำงานอย่างเข้มแข็ง ไม่ทุ่มเท ไม่เสียสละ ไม่ร่วมทุกข์ร่วมสุขร่วมลำบากเหนื่อยยากในการปฏิบัติหน้าที่ โดยปล่อยให้นายตำรวจชั้นผู้น้อยจำเป็นต้องทำงานตามมีตามเกิด ตามกำลังความสามารถและศักยภาพที่พวกเขามีอยู่อย่างจำกัดแล้วนั้น
จะมาต่อว่า หรือตั้งคำถามด้วยความไม่ไว้วางใจว่า พวกเขาเหล่านี้คือกลุ่มคนที่ปฏิบัติหน้าที่จนทำให้ประชาชนมีทัศนคติที่ไม่ดีกับตำรวจได้อย่างไร?
หากนายอยู่ใกล้ชิด ให้คำแนะนำช่วยเหลือ ชี้แนะแนวทางในการประพฤติปฏิบัติ พร้อมให้กำลังใจเมื่อต้องเผชิญกับความเจ็บใจที่ต้องพบเจออยู่ทุกเมื่อเชื่อวันกลางถนน
มีหรือที่นายตำรวจชั้นผู้น้อยจะแหกคอก นอกลู่ นอกทาง
ขอเพียงนาย อย่าทำหน้าที่เพียงแค่ “บอกเป้า” แต่เพียงเท่านั้น
เพราะศรัทธาและความรู้สึกดีๆ ที่ประชาชนจะมีต่อตำรวจมิได้เกิดได้โดยง่ายถ้านายไม่ใส่ใจหน้าที่ของนายที่พึงทำ!!!
คนที่ถูกกดขี่ ขูดรีด ย่อมมีโอกาสที่จะกดขี่ ขูดรีดผู้อื่นที่มีอำนาจน้อยกว่าเสมอ ดังนั้นการสร้างความยุติธรรมในการบริหารงาน การปกครอง การบังคับบัญชาให้เกิดขึ้นในระบบงานจราจรอาจเป็นการสร้างระบบการทำงานที่มีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน ไม่เพ้อฝัน ไม่สร้างภาพที่ฉาบฉวย!!!
เมื่อไหร่ที่ขวัญและกำลังใจของตำรวจจราจรผู้ปฏิบัติหน้าที่ใกล้ชิดกับประชาชนดีขึ้น เมื่อนั้นประชาชนจึงจะได้รับบริการจากหัวใจและจิตวิญญาณของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างแท้จริง



