
เลือกตั้งทางอ้อมอุดช่อง..ปัญหาที่มาส.ว.?
เลือกตั้งทางอ้อม อุดช่อง..ปัญหาที่มาส.ว.? : ขยายปมร้อน โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ สำนักข่าวเนชั่น
แม้จะออกตัวว่ายังไม่ถือเป็นข้อสรุป แต่ดูเหมือนว่าธงของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดนี้จะตั้งไว้แล้วว่าที่มาของ ส.ว.ชุดใหม่ จะไม่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง หรือไม่มาจากการสรรหา โดยจะใช้ระบบที่เรียกว่าการเลือกตั้งทางอ้อม
พวกเขาเลือกที่จะอธิบายว่า ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งนั้นมีจุดอ่อนคือไม่ปลอดการเมือง ซึ่งก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ เพราะเมื่อเข้าสู่ระบบเลือกตั้งการเมืองย่อมเข้ามามีส่วน แต่จุดเด่นที่คนส่วนใหญ่เข้าใจคือ ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้งถือว่ามาจากประชาชนโดยตรง มีส่วนที่ยึดโยงกับประชาชน ดังนั้นการกระทำตามอำนาจหน้าที่อะไรก็สามารถบอกได้ว่าเป็นการกระทำในนามของผู้แทนปวงชน ไม่ได้ทำในนามของใครอื่นที่ไหน
ขณะที่ ส.ว.ที่มาจาการสรรหา มีจุดอ่อนหลักที่ตรงกันข้ามกับ ส.ว.เลือกตั้ง กล่าวคือขาดการยึดโยงกับประชาชน เพราะมาจากการสรรหาโดยกรรมการสรรหาและถูกตั้งข้อสงสัยถึงความเป็นกลางหรือวาระซ่อนเร้น
อย่างไรก็ตาม ข้อดีของ ส.ว.สรรหา คือปลอดการเมืองและมีโอกาสที่จะได้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถแต่ไม่ชำนาญในการลงพื้นที่หาเสียง
กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) พยายามโน้มน้าวต่อไปว่า การนำทั้งสองระบบมาผสมกันก็ไม่ได้แก้ปัญหาอะไร ซึ่งก็ตรงกับที่หลายคนระบุว่าหาก ส.ว.มาจากสองที่มาก็จะเหมือนปลาสองน้ำ ยากที่จะกลมกลืน เช่นเดียวกับ ส.ว.ตามรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ปรากฏให้เห็นมาแล้ว
จึงมีความเป็นไปได้ว่าพวกเขาจะใช้วิธีเลือกตั้งทางอ้อม ซึ่งน่าจะเป็นวิธีผสมผสานทั้งสองระบบได้ เพราะระบบดังกล่าวที่วางกันเอาไว้เบื้องต้นน่าที่จะใช้เรื่องการให้กลุ่มอาชีพต่างๆ เป็นคนเลือกตั้งกันเองภายในกลุ่ม
ทั้งนี้ ข้อดีของระบบนี้คือจะทำให้ได้ ส.ว.ที่มาจากหลากหลายอาชีพและน่าจะได้ผู้ทรงคุณวุฒิ และอย่างน้อยก็มาจากการเลือกตั้งของกลุ่มอาชีพที่พอจะอ้อมแอ้มได้ว่ามาจากประชาชน ไม่ได้มาจากการสรรหาของใคร
แต่สิ่งที่ยังต้องสงสัยคือระบบดังกล่าวปลอดจากการเมืองจริงหรือไม่ เพราะในองค์กรวิชาชีพต่างๆ นั้นก็มักจะมีการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องอยู่ไม่มากก็น้อย ส่วนเรื่องยึดโยงกับประชาชนอยู่บ้างก็อาจจะไม่สามารถตอบคำถามได้ทั้งหมดว่ายึดโยงจริงหรือไม่ เพราะพูดไม่เต็มปากว่าประชาชนเป็นคนเลือก เพราะคนที่เลือกคือคนที่เป็นตัวแทนกลุ่มผลประโยชน์อาชีพนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม เรื่องที่มาก็ย่อมต้องสััมพันธ์กับอำนาจหน้าที่ โดยที่ผ่านๆ มาเราจะรู้จักอำนาจหลักๆ ของ ส.ว.อยู่ 3 อำนาจคือ 1.กลั่นกรองกฎหมาย 2.แต่งตั้งถอดถอนองค์กรอิสระ และ 3.ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
อำนาจที่มักจะถูกตั้งคำถามและโยงถึงที่มามากที่สุดคืออำนาจในการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งก็คือผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งมาจากประชาชนนั่นเอง ดังนั้นจึงมีหลักคิดว่าผู้ที่จะมาถอดถอนผู้ที่มาจากประชาชนก็ควรมาจากประชาชนเช่นกัน
แต่อาจมีผู้ตั้งคำถามว่า ศาลยุติธรรมเองก็ไม่ได้มาจากประชาชน แต่ก็สามารถลงโทษนักการเมืองได้ ซึ่งต้องบอกว่ากรณีเช่นนี้ต่างกันซึ่งกรณีนี้จะต่างจากการที่ศาลยุติธรรมลงโทษ เพราะการลงโทษของศาลยุติธรรมเป็นการลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม แต่การถอดถอนนั้นเป็นกระบวนการทางการเมือง
ที่ผ่านมา เราจะเห็นได้ว่าทั้งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ต่างมีจุดยืนชัดเจนที่คล้ายกันคือมองเห็นปัญหาของระบบ ส.ว.เลือกตั้ง ดังนั้นเมื่อตั้งโจทย์เช่นนี้ จึึงต้องหาความชอบธรรมต่อการมี ส.ว.ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งนั่นก็คือการตัดอำนาจถอดถอนนักการเมืองทิ้งไป
พร้อมอธิบายในทำนองว่า เมื่อไม่เหลืออำนาจถอดถอนแล้ว ส.ว.เลือกตั้งก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป
แต่ต้องไม่ลืมว่า แม้จะไม่มีอำนาจถอดถอนแต่อำนาจอื่นที่พวกเขายังคงมีอยู่ คืออำนาจในการแต่งตั้งถอดถอนองค์กรอิสระและองค์กรเหล่านี้เองที่มีบทบาทเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา และองค์กรเหล่านี้ก็ยังมีอำนาจที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทางการเมือง เช่น ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจตรงในการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และป.ป.ช.มีอำนาจทำสำนวนชี้มูลผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือ กกต.ก็ทำหน้าที่เหมือนเป็นประตูของการเลือกตั้ง
เมื่อ ส.ว.ต้องมาแต่งตั้งคนเหล่านี้ จึงถูกตั้งคำถามว่าจำเป็นต้องมาจากประชาชนหรือไม่ เพราะลำพังการตัดอำนาจใดอำนาจหนึ่ง มิได้หมายความว่าจะตอบโจทย์ทั้งหมดได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพราะอำนาจของ ส.ว.ในรัฐธรรมนูญนั้นมีหลากหลายมิตินัก



