
นกน้อยในกรงเล็บ
นกน้อยในกรงเล็บ : โดยวิธีของเราเอง โดยไพฑูรย์ ธัญญา
กลายเป็นจำเลยชั่วนิรันดร์ไปแล้ว สำหรับสื่อมวลชนไทยใน พ.ศ.นี้ เมื่อมีการให้สัมภาษณ์หรือแถลงข่าวใดๆ จากฝ่ายรัฐบาล นักข่าวก็จะตกเป็นเป้าให้อีกฝ่ายตั้งข้อกล่าวหา ถูกกำราบ ข่มขู่ และกลายเป็นผู้ถูกตรวจสอบเสียเองในหลายครั้ง วันนี้ “สุนัขเฝ้าบ้าน” ของเราจึงอยู่ยากขึ้นทุกวัน
แม็คเควล ปรมาจารย์ด้านสื่อมวลชนแห่งซีกโลกตะวันตก กล่าวไว้ว่า สื่อมวลชนเป็นเสมือนสุนัขเฝ้าบ้าน ที่คอยจับจ้อง ตรวจสอบและต่อต้านการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรม ต่อต้านการคอร์รัปชั่นที่เกิดขึ้นกับสาธารณชน และนี่ถือว่าเป็นตัวตน และอุดมการณ์ของผู้ปฏิบัติงานในวิชาชีพนี้ สื่อมวลชนกับการปกครองแบบระบอบประชาธิปไตย ถือเป็นของคู่กัน แต่ที่น่าสนใจคือในประเทศไทยของเรา สื่อมวลชนเกิดขึ้นก่อนการปกครองแบบประชาธิปไตย เพราะสื่อหนังสือพิมพ์เริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 แต่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยเพิ่งมาเกิดเอาเมื่อ พ.ศ.2475 จะอย่างไรก็ตาม ต่อให้เกิดมานาน หยั่งรากฝากใบแค่ไหน ก็หาใช่หลักประกันได้ว่า เหล่าสุนัขเฝ้าบ้านจะมั่นคงในสถานภาพและเป็นอิสระในการปฏิบัติวิชาชีพของตน บางยุคบางสมัยถึงกับมีการเอาโซ่ไปล่ามแท่นพิมพ์ก็มี บางสมัยสื่อมวลชนก็ถูกบ่อนเซาะด้วยผลประโยชน์จนลืมหลักการและอุดมการณ์ของตน สถาบันสื่อมวลชนในบ้านเรา จึงเหมือนหมู่ไม้กลางพายุฝน ใครแข็งเกินไปก็อาจถูกโค่นล้ม อยากเอาตัวรอด ก็ต้องทำตัวเป็นต้นอ้อต้นแขมเอาไว้
เมื่อนายทหารใหญ่ท่านหนึ่งออกมาให้สัมภาษณ์เรื่องกรณีข่าวไม่ชอบมาพากลเกี่ยวกับเงินบริจาคอุทยานราชภักดิ์ ซึ่งถูกหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีปมทุจริตเกิดขึ้น ก็ยิ่งเป็นการตอกย้ำ หรือผลิตซ้ำให้เห็นสถานะอันง่อนแง่นของสื่อมวลชนในยุคนี้อย่างชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง ท่านเป็นนายทหารใหญ่ เป็นทหารอาชีพ ลีลาท่าทีในการชี้แจงตอบคำถามจึงดูขึงขังจนออกจะแข็งกร้าว ผมคิดว่า หากนักข่าวคนไหนไม่เป็นพวก “สายแข็ง” พอ ก็คงไม่กล้ายิงคำถามซักไซ้อย่างแน่นอน แม้ตลอดเวลาในการตอบคำถามผู้สื่อข่าว ท่านจะเปิดยิ้มบ้างเป็นระยะ แต่รอยยิ้มที่ว่าก็ดูไม่ค่อยน่าวางใจเสียทีเดียว มันพร้อมที่จะแปรเปลี่ยนเป็นอีกอย่างได้ตลอดเวลา เห็นท่าทีของนายทหารท่านนี้แล้ว อดนึกไปถึงถ้อยคำเปรียบเปรยของคนโบราณแห่งปักษ์ใต้ไม่ได้ ท่านเปรียบว่า "นายรัก ก็เหมือนเสือกอด" นั่นแหละ
แบบฉบับในการตอบคำถามนักข่าวของนายทหารท่านนี้ก็ไม่ต่างจากขุนทหารใหญ่หัวหน้ารัฐบาลสักเท่าไหร่ มันเป็นภาพลักษณ์ตายตัวที่เราเริ่มจะคุ้นชินมากขึ้นทุกวัน ลีลานี่ต่างกันอย่างหน้ามือเป็นหลังมือกับนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ที่จะเหมือนกันบ้างก็คือ การชิงไหวชิงพริบกับผู้สื่อข่าว แต่ถ้าเห็นว่าออกจะเสียไหวเสียพริบ ก็จะเปลี่ยนลีลาเป็นดุดัน เอาเสียงดังข่มขึ้นมาทันที จนพวกนักข่าวขวัญอ่อน อาจถึงกับขวัญหนีดีฝ่อเอาเลยทีเดียว
นี่ตั้งข้อสังเกตเล่นๆ เกี่ยวกับลีลาในการพูดของนายทหารแห่งกองทัพไทย ไม่ว่าจะเป็นการใช้วจนภาษา หรืออวจนภาษา แต่ไม่ค่อยอยากตั้งข้อสังเกตต่อเนื้อหาสาระที่ตอบคำถามของผู้สื่อข่าวสักเท่าไหร่ ประเด็นนี้เป็นประเด็นใหญ่ อ่อนไหวและชวนให้เกิดความหวั่นไหว ก็อย่างที่ได้ยินจากการตอบคำถามของนายทหารท่านนั้น มันไม่มีอะไรในกอไผ่ คณะกรรมการได้ตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว ไม่ปรากฏว่ามีความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น ตามที่มีคนตั้งข้อสังเกต เรื่องนี้จึงควรจบเสียที
แต่ก็นั่นแหละ ผู้สื่อข่าวก็คือผู้สื่อข่าว พวกเขาถูกสอนและบ่มเพาะด้วยหลักวิชาชีพให้ทำหน้าที่ “สุนัขเฝ้าบ้าน” อย่างแข็งขัน ถึงจะบอกว่าไม่มีอะไร แต่สัญชาตญาณของหมาเฝ้าบ้านก็ทำให้พวกเขาอยู่นิ่งๆ ไม่ได้หรอก คงต้องตามกลิ่นอะไรกันต่อไป เพียงแต่ว่าเมื่อได้กลิ่น ได้เบาะแสแล้วจะส่งเสียงให้ชาวบ้านได้รับรู้หรือไม่ก็อีกเรื่องหนึ่ง
คำโบราณอีกนั่นแหละ ที่ว่าไว้ว่า "ช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวมาปิด" ไม่รู้ว่าในวันนี้ยังใช้ได้อยู่อีกหรือไม่ เพราะบางทีมันก็แปลก ที่ใบบัวใบเล็กๆ ก็ทำให้คนเรามองไม่เห็นอะไรได้เหมือนกัน ดังนั้นถ้าจะอยู่ให้ง่ายขึ้น ในยุคนี้ ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านอย่างเราๆ หรือเป็นนกน้อยในไร่ส้มอย่างสื่อมวลชน ก็อาจจะต้องท่องคาถา "รู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหาง" เอาไว้บ้างก็ดี



