
จราจรท้อแท้
จราจรท้อแท้ : ขยายปมร้อน โดยศรุติ ศรุตา
ภายหลัง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. วางนโยบายให้เลิกตั้งด่านลอย ดูเหมือนจะสร้างความเดือดร้อนให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจมากกว่าชาวบ้านร้านตลาดไปแล้ว
เริ่มจาก ตำรวจที่ตั้งอกตั้งใจจริงในการตั้งด่านเพื่อสกัดยาเสพติด ที่มักจะอาศัยช่องว่างที่ตำรวจผ่อนคลายความเข้มงวดในการตรวจสอบยวดยานที่ผ่านไปมา ว่า การยกเลิกตั้งด่านตรวจจะส่งผลให้ยานรกเหล่านั้น หลุดรอดไปหาลูกค้า ที่ไม่รู้ว่าเป็นใครบ้าง แต่จะทำให้คนเหล่านั้น “เข้าถึง” ยาเสพติดได้ง่ายขึ้น
แต่ที่ผ่านมาข่าวคราวการจับกุมขบวนการค้ายาเสพติดก็มีปรากฏอย่างต่อเนื่อง นั่นหมายความว่า “ด่าน” อาจไม่ใช่คำตอบเพียงคำตอบเดียวที่จะทำให้การกวาดล้างยาเสพติดได้ผล
“ข่าวสาร” ต่างหากล่ะที่เป็นสิ่งจำเป็น และควรจะเร่งมือสร้างให้ครอบคลุมพื้นที่ที่รับผิดชอบ และเชื่อมต่อกันได้มากที่สุด
แต่ต้องยอมรับว่า “ด่าน” เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่เอื้อการทำงานให้ตำรวจ ทั้งสกัดกั้น ทั้งป้องปราม และง่ายต่อการจำกัดพื้นที่ในการไล่ล่าการลำเลียง และการติดตามขบวนการค้ายาเสพติด
แต่สำหรับตำรวจจราจรแล้ว ดูเหมือนจะไม่ใช่ !
ฟังจาก พ.ต.อ.เอกรักษ์ ลิ้มสังกาศ รองผู้บังคับการตำรวจจราจร ที่ให้สัมภาษณ์ว่า ระยะเวลา 2 เดือน ที่มีการยกเลิกด่านลอยและการจับกุมผู้กระทำความผิดกฎจราจรซึ่งหน้า พบว่าวินัยการจราจรของคนกรุงเทพมหานคร แย่ลงมาก
ผู้ขับขี่ยวดยาน ฝ่าฝืนกฎจราจรกันมาก เพราะมั่นใจว่า ไม่มีเจ้าหน้าที่คอยควบคุม
รองผู้การจราจร ยอมรับด้วยว่า ไม่มีตำรวจกล้าจับกุมผู้ที่ฝ่าฝืน
แถมบอกอีกว่า ตำรวจเอง เมื่อไม่มีการจับกุม ก็ไม่มีเงินส่วนแบ่ง ก็เลยไม่มีแรงจูงใจในการทำงาน
ไม่มีใครไม่เชื่อว่า เสียงสะท้อนการทำงานของตำรวจจราจรจากปากรองผู้การจราจรจะไม่เป็นเรื่องจริง!
ถึงแม้มันจะเป็นเรื่องจริงที่สลดหดหู่ก็ตามที
เพราะในความเป็นจริงแล้ว ผู้ใช้รถใช้ถนนในกรุงเทพฯ นั้น จะมีสักกี่คนที่ไม่เคยฝ่าฝืนกฎจราจรเลย สิ่งที่พูดกันปากต่อปาก จนจะเป็นคำภีร์ขับขี่รถใน กทม.ไปแล้วก็คือ “ขับรถในกรุงเทพฯ ใจมันต้องเหี้ยม”
ปาดเป็นปาด เบียดเป็นเบียด, อุโมงค์ สะพานข้ามแยก ไม่ได้มีไว้ให้แต่รถยนต์วิ่ง เพราะรถทุกคันเสียภาษี, ไฟแดงฝ่าได้ ถ้าไม่มีตำรวจ, เกาะสมมุติ มีแต่เฉพาะในข้อสอบ, รถทางขวา ไม่จำเป็นต้องไปสนใจ, เขตปลอดภัย คืออะไร ไม่จำเป็นต้องรู้, ที่คับขัน ใครจะอันตราย เป็นเรื่องที่มาทีหลัง
ขนาดรถฉุกเฉิน ยังฟังเป็นแค่ พร็อพ ประกอบถนน !
คืออยากจะบอกว่า ความจริงแล้ว คนเมืองหลวงไม่ได้เพิ่งจะขาดวินัยจราจรเอาอีตอนที่ ผบ.ตร.สั่งเลิกด่านหรอก แต่วินัยจราจรส่วนใหญ่จะเคร่งครัดในวันสอบเอาใบขับขี่ เมื่อได้มาแล้วก็ว่าตามอารมณ์ล้วนๆ
มีอุบัติเหตุเฉี่ยวชน ก็เรียก “ประกัน” มาเคลียร์ เรียกค่าเสียหายกันเอง แต่ไม่เคยหรอกที่จะบอกว่า เพราะขับรถอย่างนี้ ถึงได้มีอุบัติเหตุ บางคนก็ไม่รู้ว่า “ป่วยทางจิต” เสียด้วยซ้ำไป เพราะไปคิดว่า “มีใบอนุญาต ชน”
ทั้งที่กฎจราจรก็ว่าไว้ชัดในเรื่อง “การขับขี่” ว่าทั้งคนขับ หรือคนขี่ ต้องระวังไม่ให้รถชน หรือโดนคนเดินเท้า ไม่ว่าจะอยู่ในส่วนใดของทาง และต้องให้สัญญาณเตือนคนเดินเท้าให้รู้ตัวเมื่อจำเป็น
สิ่งเหล่านี้ถูกปลูกฝังให้แก่คนที่ขับขี่ยวดยานบนถนนน้อยเหลือเกิน
แต่สิ่งที่น่าตกใจก็คือ รองผู้การจราจรบอกว่า ตำรวจจราจรไม่กล้าแม้กระทั่งเห็นการกระทำผิดซึ่งหน้า หรือไม่อยากทำเพราะไม่มีแรงจูงใจจากส่วนแบ่งใบสั่ง
ตรงนี้ไม่ใช่เรื่องคนขับขี่อย่างเดียวแล้ว แต่มันเป็นเรื่องของทัศนคติที่จำเป็นต้องรีบปรับเปลี่ยนของเจ้าหน้าที่
ส่วนคนไหนที่ยังขาดแรงจูงใจ หรือกระทั่งท้อแท้ถึงขั้นไม่ปฏิบัติหน้าที่ ก็ลองไปถามตำรวจหน่วยอื่นบ้างก็จะดี มีใครอยากย้ายมาจราจรกลางไหม?
เชื่อสิ ถ้าให้เข้าคิวจาก บก.จร. ท้ายแถวน่าจะเลย อยุธยา!



