
ถึงเวลาสกรีนองค์การมหาชน
ถึงเวลาสกรีนองค์การมหาชน : บทบรรณาธิการประจำวันที่19พ.ย.2558
“องค์การมหาชน” ได้ถูกตั้งคำถามถึงการทำงานตามพันธกิจและผลสำเร็จว่าได้ทำให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติตามเป้าหมายและงบประมาณในแต่ละปีที่ถูกใช้ไปได้มากน้อยแค่ไหน ส่วนหนึ่งมาจากเหตุที่ว่าองค์การมหาชนได้ถูกตั้งขึ้นตามกฎหมายจำนวนมากมายในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา แต่สังคมรู้จักน้อยมากและแทบไม่เคยทราบถึงบทบาทการทำงานตลอดจนผลงานให้เห็นเป็นที่ประจักษ์เท่าไหร่ จนนำมาสู่กระแสที่ว่า คสช.จ่อยุบองค์การมหาชนเหล่านี้ เนื่องจากความคุ้มค่าต่องบประมาณต่ำเกินเป้า ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ปฏิเสธเรื่องยุบหน่วยงานดังกล่าว แต่ให้เวลาประเมินอีก 3-6 เดือน เพื่อพิจารณาการทำงานและปรับกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจน ก่อนที่จะมีการพิจารณาสั่งยุบหรือยกเลิกในอนาคต
องค์การมหาชน เป็นหน่วยงานของรัฐบาลประเภทที่สาม นอกเหนือจากส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ เริ่มตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ.2542 เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและมีการใช้ประโยชน์ในทรัพยากรและบุคลากรให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด มีสถานะเป็นหน่วยงานของรัฐและเป็นนิติบุคคล ซึ่งแยกแยะองค์ประกอบในการจัดตั้งได้ 3 ประการ คือ 1.เมื่อรัฐบาลมีนโยบายด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะเพื่อจัดทำบริการสาธารณะ 2.แผนงานการจัดทำบริการสาธารณะนั้นมีความเหมาะสมที่จะจัดตั้งหน่วยงานบริหารขึ้นใหม่ที่แตกต่างไปจากส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ และ 3.การจัดตั้งหน่วยบริหารขึ้นใหม่นั้นมีความมุ่งหมายให้มีการใช้ประโยชน์ทรัพยากรและบุคลากรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
ในการประเมินผลการทำงานขององค์การมหาชน ที่มีอยู่ถึง 39 แห่ง จากที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้รายงานต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี โดยคะแนนแบ่งเป็น ดีมาก ปานกลาง และสอบตก ซึ่งประเมินทุกปี แต่ผลคะแนนดังกล่าวไม่มีผลกับการคงอยู่ขององค์การมหาชน เพราะตัวชี้วัดเป็นคนละตัวกัน ส่วนการจะคงองค์การมหาชนใดไว้จะใช้เกณฑ์อื่นเป็นตัวตั้ง อาทิ วัตถุประสงค์ในการตั้งองค์การมหาชนคืออะไร ได้ทำตามวัตถุประสงค์หรือไม่ มีธรรมาภิบาล โปร่งใส ประหยัด คุ้มทุน คุ้มค่าหรือไม่ และภารกิจที่ทำอยู่ควรให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ เอกชน หรือให้องค์การมหาชนทำเหมือนเดิม โดยจะมีคณะอนุกรรมการตรวจสอบและส่งให้รัฐบาลพิจารณาตัดสินใจในสุดท้าย
การที่ คสช.เข้ามาตรวจสอบและประเมินองค์การมหาชนนับว่าเป็นเรื่องที่เหมาะสม เพราะการทำงานทุกอย่างต้องมีการประเมินผลงานเพื่อได้รู้จุดบกพร่องผิดพลาดตลอดจนแก้ไขปรับปรุงให้ประสิทธิผลดีขึ้น และอีกประการในช่วงที่การเมืองคุมอำนาจบริหารมักจะให้คนใกล้ชิดหรือคนสนิทมานั่งบริหารองค์การมหาชนเหล่านี้ นั่งกินเงินเดือนแพงๆ มากกว่านายกรัฐมนตรีก็มี และบางแห่งกลับไม่มีผลงานปรากฏให้เห็น การทำงานก็ฉาบฉวยไม่ลงลึกมุ่งมั่นไปตามเป้าหมาย เสมือนเป็นองค์กรที่พักพิงชั่วคราวเท่านั้น เมื่อ คสช.ขยับตรวจสอบและประเมินความคุ้มค่าคงไม่ใช่เรื่องหนักหนาสำหรับองค์การมหาชนที่ทำงานอย่างจริงจังมาตลอด จะมีก็แต่บางแห่งที่ไม่ไหวจริงๆ ต้องปิดกิจการลาโรงไปซึ่งก็เหมาะสมแล้ว



