
ก้าวต่อไปคือดึงมวลชน?
ก้าวต่อไปคือดึงมวลชน? : ขยายปมร้อน โดยอรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ สำนักข่าวเนชั่น
“ดิฉันคงไม่อยู่ในฐานะจะเรียกร้องอะไรหลังจากนี้ แม้แต่คำว่า “ความเป็นธรรม” เพราะทุกอย่างคงจะดำเนินการไปตามที่รัฐบาลนี้ต้องการ”
"รัฐบาลต้องตอบกับพี่น้องประชาชนด้วยว่า การเลือกออกคำสั่งทางปกครองแทนการฟ้องแพ่งให้ดิฉันชำระค่าเสียหายนั้น ประชาชนได้ประโยชน์อย่างไร”
สองประโยคข้างต้น เป็นข้อความจาก “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ชัดที่สุดนับตั้งแต่รัฐประหารที่เธอมีท่าทีที่แข็งกร้าวต่อผู้กุมอำนาจรัฐในปัจจุบัน แม้ก่อนหน้านี้เธออยู่ในภาวะที่ค่อนข้าง “นิ่ง” มาตลอด แม้คดี “จำนำข้าว” ของเธอจะขึ้นสู่ชั้นศาล เธอก็ยังใช้วิธีเรียกร้องขอความเป็นธรรม
แต่มาถึงขณะนี้ชัดเจนว่า รัฐบาลจะเลือกใช้วิธีออกคำสั่งทางปกครองให้เธอจ่ายค่าเสียหายจากการทำโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งเธอโต้แย้งว่า เรื่องดังกล่าวไม่เป็นธรรม เพราะศาลยังไม่ได้มีคำพิพากษาว่าเธอเป็นคนผิด แต่กลับจะใช้วิธีออกคำสั่งตาม พ.ร.บ.ละเมิดเรียกร้องให้เธอจ่ายค่าเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท และโยนความรับผิดชอบในการสู้คดีไปให้เธอร้องต่อศาลปกครองเอาเองว่าคำสั่งดังกล่าวมิชอบ
จะเห็นได้ว่า แม้เรื่องดังกล่าวเธอพยายามจะโต้แย้งมาตลอดว่ารัฐบาลไม่ควรทำเช่นนี้ แต่ก็ไม่เคยชนกับรัฐบาลตรงๆ จังๆ ถึงขนาดนี้ เพราะคำกล่าวนี้ย่อมแปลความได้ไม่ยากว่า หากในอนาคต “คดี” ถูกตัดสินว่าผิด ก็เป็นไปตามที่รัฐบาลต้องการ มิใช่เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมแต่อย่างใด
แน่นอนว่า เธอตั้งข้อสังเกตว่า การที่รัฐบาลเลือกทำเช่นนี้ นอกจากจงใจเล่นงานเธอแล้ว ยังเป็นความต้องการใช้ “ทริค” ทางกฎหมาย เพื่อหลีกเลี่ยงค่าธรรมเนียมในการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง
ขณะที่รัฐบาลระบุว่า ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการและกฎหมายทุกประการและรัฐสามารถทำได้
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ จากนี้ไป “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” จะเดินเกมอย่างไรต่อไปมากกว่า เพราะจากที่ผ่านมาเธอได้เปิดตัวต่อแวดวงสังคมเพื่อไม่ให้หายไปจากกระแส แต่ย่างก้าวต่อไปใครๆ ก็รู้ว่ายากขนาดไหน เพราะลำพังการติดอยู่ในหน้าสื่อ ไม่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นพลังใดๆ ได้
เธอคงได้รู้แล้วว่า การอยู่นิ่งต่อไปมิอาจทำให้ผู้ถืออำนาจหยุดรุกไล่เธอได้ เพราะไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็มองว่า การกระทำของเธอนั้นเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องและสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลให้แก่ประเทศ และเร่งเดินหน้าในคดีอย่างเต็มสูบ
แม้ก่อนหน้านี้ฝ่ายการเมืองหลายๆ คนยังเชื่อมั่นว่าจะสามารถเจรจากับผู้มีอำนาจผ่อนหนักให้เป็นเบา โดยอาศัยคำว่าปรองดอง แต่ที่ผ่านมาก็คงทำให้พวกเขาพอจะประจักษ์ได้ว่า มิอาจคาดหวังแบบลมๆ แล้งๆ ได้อีกต่อไป
แต่ก็ยังติดเป็นเครื่องหมายคำถามตัวใหญ่ว่า “จะทำอย่างไรต่อไป” เพราะในเมื่อขณะนี้อีกฝ่ายยังกุมอำนาจรัฐสูงสุด เป็นอำนาจรัฐชนิดที่แม้พวกเขาเป็นรัฐบาลยังไม่เคยมีอำนาจถึงเพียงนี้ ซึ่งให้การบล็อกความเคลื่อนไหวต่างๆ เป็นไปอย่างสมบูรณ์ ยังไม่มีข้าราชการคนไหนกล้าแตกแถว
แม้แต่แกนนำมวลชนเองก็ขยับเขยื้อนไม่ได้ การปรับทัศนคติ กระชับอำนาจ เกิดขึ้นบ่อยครั้งยามที่พวกเขารู้สึกว่าอาจจะมีอะไรมากระทบได้
ดังนั้นสิ่งที่พวกเขากำลังทำ คือการดึงมวลชนกลับมาสู่อ้อมอกของพวกเขาให้ได้ ซึ่งต้องนับว่าเป็นเรื่องยาก เพราะระดับการเมืองจริงๆ นั้น นับแต่รัฐประหารยังไม่ได้กระทำอะไรที่เฉียดใกล้กับคำว่า “สู้เพื่อประชาชน” หรือ “ยืนข้างเดียวกับมวลชน”
ยามนี้สิ่งที่พวกเขา และ “เธอ” ทำได้ คือ รื้อฟื้นความทรงจำที่แสนดีระหว่างกันและกัน เราจึงเห็นการแก้ต่างของคดีนี้ในลักษณะที่ระบุว่า การดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของชาวนา
รวมไปถึงกระแสเรียกร้องทางโซเชียลเน็ตเวิร์ก เช่น การประกวดเรียงความเรื่อง “ในวันที่ไม่มีจำนำข้าว” ของ “ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ”
และตบท้ายด้วยคำพูดของ “ยิ่งลักษณ์” ที่บอกว่า “กรณีนี้ถือเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่คงต้องจารึกในหัวใจของดิฉันและประชาชน และจะเป็นบรรทัดฐานที่นำไปใช้กับนายกรัฐมนตรีที่ดำเนินนโยบายเพื่อช่วยเหลือประชาชนหลังจากนี้ต่อไป”
ณ บัดนี้พวกเขาคงรู้แล้วว่า สิ่งที่จะปกป้องพวกเขาได้คงมิใช่การยินยอมหรือการเจรจา หากแต่เป็นมวลชนเท่านั้นที่จะเป็นหลังพิง หากแต่อีกประโยคที่ยังเป็นคำถามคือ “ถึงวันนี้ยังทันหรือไม่”



