คอลัมนิสต์

บทเรียนจาก'พม่าโมเดล'

บทเรียนจาก'พม่าโมเดล'

17 พ.ย. 2558

บทเรียนจาก'พม่าโมเดล' : กระดานความคิด โดยบางนา บางปะกง

             ชัยชนะแบบฟ้าถล่มของ ออง ซาน ซูจี และพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือพรรคเอ็นแอลดี ทำเอา “ขุนศึกพม่า” ตกตะลึงพรึงเพริศ

             เมื่อ 4 ปีที่แล้ว “เต็ง เส่ง” ก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดี ตามรัฐธรรมนูญปี 2551 โดยมี “ฉ่วย มาน” ดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภา โดยทั้งหมดเป็นไปตามยุทธศาสตร์ “บันได 7 ขั้น” สู่ประชาธิปไตยอย่างค่อยเป็นค่อยไปของคณะทหารพม่า

             การเลือกตั้งทั่วไปตามรัฐธรรมนูญ 2551 ในครั้งแรก พรรคเอ็นแอลดีบอยคอต จึงทำให้พรรคสหภาพเพื่อสมานฉันท์และการพัฒนา หรือพรรคยูเอสดีพี ของฝ่ายทหารคุมเสียงข้างมากเด็ดขาดในสองสภา

             นอกจากนั้นยังมีสมาชิกจำนวน 1 ใน 4 ของแต่ละสภายังเป็นโควตาที่ได้รับการแต่งตั้งจากกองทัพ ที่เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ

             เวลานั้นกลุ่มขุนศึกพม่าคาดการณ์ว่า ถ้าหากทุกอย่างเป็นไปตามแผนการ เมื่อรัฐบาลกับรัฐสภาครบวาระลงและจัดการเลือกตั้งใหม่ ออง ซาน ซูจี ผู้นำฝ่ายค้าน ก็จะมีอายุ 70 ปี ผู้นำคนอื่นๆ ของพรรคเอ็นแอลดี ล้วนแต่อายุ 70-80 ปีทั้งสิ้น การนำจะประชาชนลุกฮืออย่างที่เกิดขึ้นในอดีตเป็นอันปิดประตูได้เลย

             เมื่อเลือกตั้งทั่วไปมาถึง กลุ่มขุนศึกยังเชื่อว่า สภาผู้แทนฯ 330 ที่นั่ง และวุฒิสภา 168 ที่นั่ง พรรคเอ็นแอลดีอาจได้เสียงข้างมาก แต่พรรคยูเอสดีพี กับพรรคการเมืองชาติพันธุ์ คงแบ่งที่นั่งกันไปจำนวนไม่น้อย

             เหนืออื่นใด ฝ่ายขุนศึกมี ส.ส.และ ส.ว.อยู่ในสภาแล้ว 166 ที่นั่ง ตามรัฐธรรมนูญเขียนไว้ให้มาจากการเลือกตั้ง 75% อีก 25% ต้องได้รับการแต่งตั้งโดยผู้บัญชาการทหารสูงสุด ก็คือ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย

             ครั้นมีการประกาศผลการเลือกตั้ง กลับกลายเป็นว่า “ปรากฏการณ์แม่ซู” ได้ทำให้พรรคเอ็นแอลดี มีชัยอย่างท่วมท้น ทั้งสองสภา

             แม้จะได้รับชัยชนะแบบฟ้าถล่มดินทลาย แต่ออง ซาน ซูจี ก็ต้องส่งเทียบเชิญไปหาเต็ง เส่ง, พล.อ.มิน อ่อง หล่าย และฉ่วย มาน เพื่อนัดพูดคุยกันเรื่องอนาคตของพม่า

             ทำไม ออง ซาน ซูจี ต้องเล่นบท “ปรองดองแห่งชาติ”?

             หนึ่งในหลายคำตอบนั้นมีอยู่ข้อหนึ่งคือ รัฐธรรมนูญ 2551 ระบุว่าประธานาธิบดีจะมาจากการลงคะแนนเสียงของรัฐสภา ซึ่งเป็นประมุขแห่งรัฐ และเป็นผู้ใช้อำนาจบริหารมาจากการลงคะแนนเสียงของรัฐสภา

             โดยรัฐธรรมนูญระบุถึงที่มาของผู้ที่จะเป็นตัวแทนในการชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจำนวน 3 คน ซึ่งผู้แทนจากสภาชาติพันธุ์ในส่วนที่ไม่ได้รับการแต่งตั้งโดยกองทัพจะได้รับสิทธิเสนอชื่อผู้ที่เหมาะสมหนึ่งคน

             ผู้แทนจากสภาผู้แทนราษฎรในส่วนที่ไม่ได้รับการแต่งตั้งจากกองทัพจะเสนอชื่อผู้ที่เหมาะสมหนึ่งคน และผู้แทนที่ได้รับการแต่งตั้งจากกองทัพจากทั้งสองสภาร่วมกันเสนอชื่อผู้ที่เหมาะสมอีกหนึ่งคน

             หลังจากนั้นรัฐสภาจะลงคะแนนเลือกผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ผู้ได้รับการเสนอชื่ออีกสองคนแต่แพ้การลงคะแนน จะดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดีโดยอัตโนมัติ

             จำนวนนายทหาร 166 ที่นั่ง และอำนาจพิเศษในการแต่งตั้งรัฐมนตรีเกี่ยวกับความมั่นคงของ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ส่งผลต่อการเป็น “รัฐบาลพรรคเดียว” แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่ได้ของพรรคเอ็นแอลดี

             มองพม่าแล้วหันมาแลไทย การที่อาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ กำลังออกแบบรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะสูตรเลือกตั้ง “1 กา 3 ตำแหน่ง" คือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งกาบัตรเลือก ส.ส.เขตแบบเขตละคนใบเดียวครั้งเดียว ได้ 3 ตำแหน่งเลย

             หนึ่ง ได้ส.ส.เขตในเขตนั้นที่ได้คะแนนนิยมสูงสุด สอง ได้ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อจากคะแนนนิยมทุกคะแนนที่ลงให้ผู้สมัครทุกคนจากทุกพรรคไปคิดคำนวณอีกที และสาม ได้นายกรัฐมนตรี

             เพราะมีการให้แต่ละพรรคเขียนชื่อนายกฯ ไว้ล่วงหน้า 5 คน ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็น ส.ส.หรือคนในพรรค

             ทั้งหลายทั้งปวงของอาจารย์มีชัยก็คือ การออกแบบรัฐธรรมนูญ ไม่ให้มีพรรคเสียงข้างมากในสภา “พรรคเดียว” และหาทางลงให้ทหาร

             จะเป็นจริงได้หรือไม่นั้น ขอจงได้โปรดศึกษา “พม่าโมเดล” โดยพลัน