
บทเรียนจากการทูตสิงคโปร์(2)
บทเรียนจากการทูตสิงคโปร์(2) : โลกสาระจิปาถะ โดยกวี จงกิจถาวร
การทูตสิงคโปร์กินทั้งหัว กินทั้งหาง หมดจรด ไม่เชื่อรองสำรวจนโยบายสิงคโปร์ต่อจีน-ไต้หวัน ในวันเดียวกันที่มีการพบกันระหว่างประธานาธิดีสี จิ้นผิง กับประธานาธิบดีหม่า อิง จิ่ว เมื่อเร็วๆ นี้ มีรูปถ่ายนายกรัฐมนตรีลี เซียน หลง จับมือกับผู้นำทั้งสองในคนละโอกาส แบบนี้ต้องเรียกว่า “นโยบายจีนเดียวสองแฮนด์เช็ก” ได้คะแนนเต็มร้อย
สิงคโปร์เป็นประเทศเล็กก็จริง แต่ดำเนินนโยบายต่างประทศแบบ “วิน-วิน” เสมอ จนมีการตั้งคำถามว่า ทำไมสิงคโปร์ทำอะไรก็ได้ แล้วสมาชิกอาเซียนอื่นๆ ทำไม่ได้ โดยเฉพาะนโยบายจีนเดียวที่อาเซียนต่างยึดถือกันมานาน ตั้งแต่ปี 1992 ที่มีตกลงกันระหว่างจีนกับไต้หวัน ซึ่งเป็นประเด็นหลักในพบกันที่สิงคโปร์
สมาชิกอาเซียนแต่ละประเทศมีแนวปฏิบัติต่อนโยบายจีนเดียวในหลายรูปแบบ แล้วแต่ขีดความสามารถทางการทูตของแต่ละประเทศอยู่ในระดับไหน ในหมู่อาเซียน ไทย ลาว กัมพูชา มาเลเซีย มีท่าทีในการดำเนินนโยบายจีนเดียวค่อนข้างเข้มงวด คือจะไม่พยายามติดต่อไต้หวัน นอกจากเรื่องการค้า การลงทุน เป็นห่วงกลัวว่าจีนจะประท้วง ส่วนประเทศอื่นมีนโยบายพลิกแพลง
ส่วนเรื่องการติดต่อการเมือง ห้ามเด็ดขาด เพราะสมาชิกอาเซียนเหล่านี้ถือเป็นการยอมรับฐานะไต้หวันเป็นส่วนหนึ่ง (จังหวัดหนึ่งของจีน) โดยทั่วๆ ไป รัฐบาลอาเซียนจึงระมัดระวังเป็นพิเศษ ตั้งแต่ปี 1972 หลังจากที่องค์การสหประชาชาติหันมารับรองจีนแผ่นดินใหญ่แทน
ส่วนสิงคโปร์ ดูเหมือนมีนโยบายต่อจีนที่ค่อนข้างจะเป็นเอกเทศคือสร้างสัมพันธ์กับไต้หวันมาตลอด พยายามไม่ให้กระทบกระเทือนนโยบายหลักต่อจีน จึงไม่แปลกที่สิงคโปร์เป็นประเทศแรกเข้าเจรจาการค้าเสรีกับไต้หวัน
หลังจากที่จีนกับไต้หวันได้ตกลงเซ็นสัญญาการค้าเสรีในช่วงที่ประธานาธิบดีหม่าอยู่ในอำนาจเมื่อ 4 ปีที่แล้ว
แต่ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา นโยบายจีนเดียวสองระบบได้ดำเนินมา ไม่มีปัญหา เพราะจีนยังกำลังพัฒนาอยู่ ไม่เหมือนตอนนี้มีความมั่นใจ พอที่จะยอมให้พื้นที่การทูตไต้หวันมากขึ้น ที่ผ่านมาไต้หวันมีพื้นที่การทูตน้อยมาก
ประเทศทั่วโลกได้ลดสัมพันธ์และหันมามีสัมพันธ์กับจีน ขณะนี้ไต้หวันมีสัมพันธ์การทูตกับ 23 ประเทศ แต่หนังสือเดินทางของไต้หวันไปได้ 125 ประเทศโดยไม่ต้องมีวีซ่า
ล่าสุด หลังจากพบกันที่สิงคโปร์จะพบว่าจีนพยายามญาติดีกับไต้หวันมากขึ้น โดยเปิดโอกาสให้ไต้หวันเป็นสมาชิกธนาคารลงทุนโครงสร้างแห่งเอเชีย (Asian Infrastructure Development Bank) ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้
กรุงปักกิ่งมีท่าทีไม่ต้อนรับ ขณะนี้มีการพูดถึง “Chiwan” คือการร่วมตัวของเศรษฐกิจจีนและไต้หวันรวมทั้งเทคโนโลยี และขณะนี้ประเด็นสำคัญคือว่า สมาชิกอาเซียนต้องปรับท่าทีต่อจีนเดียว-สองระบบให้มีความทันสมัยมากขึ้น ต้องตามให้ทันสัมพันธ์จีน-ไต้หวันที่ได้พัฒนาความใกล้ชิดกันเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในทางด้านเพิ่มความร่วมมือตกลงทางการค้า และการลงทุน ซึ่งจะยิ่งทำให้สัมพันธ์ทางด้านความมั่นคงและการเมืองดีขึ้น
ที่น่าเสียดาย ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา สัมพันธ์ไทย-ไต้หวันไม่ได้รับการเอาใจใส่เท่าที่ควร รัฐบาลไทยให้ความสนใจต่อจีนแผ่นดินใหญ่ ต้องยอมรับว่ามีความสำคัญในทุกๆ ด้าน ยิ่งปีนี้ทั้งสองประเทศเฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปีของการสถาปนาสัมพันธ์การทูตไทย-จีน ไทยควรมีนโยบายยืดหยุ่นต่อไต้หวันมากขึ้นแบบสิงคโปร์ เราควรจะมีการเจรจาการค้าเสรีกับไต้หวัน เรื่องนี้ไม่ต้องกลัวจีนจะโกรธ เพราะเราไม่ได้สนับสนุนการเมืองไต้หวัน เราต้องการเพิ่มความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจ
ในประเด็นที่สองไทย-ไต้หวันสามารถเพิ่มความร่วมมือทางด้านประชาสังคมและด้านมนุษยธรรมมากขึ้น ไต้หวันมีเครื่องไม้เครื่องมือดีและความพร้อมเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือเกี่ยวกับวิบัติภัยเป็นอย่างดี
ในอนาคต สัมพันธ์จีน-ไต้หวันจะขึ้นอยู่กับท่าทีของรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้งกลางเดือนมกราคมปีหน้า
พรรคฝ่ายค้านคือพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า นำโดยนางไช่ อิง เหวิน คงจะได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้น อาจจะมีผลกระทบกระเทือนต่อท่าทีของปักกิ่ง



