
อย่าประมาทโดยเด็ดขาด
อย่าประมาทโดยเด็ดขาด : บทบรรณาธิการประจำวันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน 2558
ตามคำแถลงของอัยการฝรั่งเศสที่ระบุว่า คนร้ายรายหนึ่งซึ่งเข้าไปก่อเหตุในห้องแสดงคอนเสิร์ตกลางกรุงปารีสเมื่อคืนวันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา มีสัญชาติฝรั่งเศส สอดคล้องกับแนวทางการวิเคราะห์ของ ดร.ศราวุฒิ อารีย์ รองผู้อำนวยการศูนย์มุสลิมศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อย่างน้อย 2 ทางด้วยกัน หนึ่งคือ สมาชิกไอเอสที่เป็นชาวต่างชาติมาจากยุโรป เมื่อกลับไปประเทศก็ไปต่อต้านรัฐบาลหรือก่อเหตุรุนแรงในประเทศของตน โดยเฉพาะในระยะหลังที่ฝรั่งเศสเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองในตะวันออกกลางสูงมาก อีกหนึ่งก็คือ ฝรั่งเศสมีผู้อพยพมุสลิมจำนวนมากตั้งแต่ในอดีต และฝรั่งเศสยังเป็นเจ้าอาณานิคมในตะวันออกกลาง ได้นำคนมุสลิมไปเป็นแรงงาน เมื่อคนมุสลิมในรุ่นหลังเติบโตขึ้นรู้สึกว่าถูกเลือกปฏิบัติ ไม่มีเสรีภาพและเศรษฐกิจสังคมไม่ดี ก็เป็นเหตุจูงใจให้ก่อเหตุได้
ในกรณีหลังนี้ ดร.ศราวุฒิ ให้ความเห็นว่า แตกต่างจากประเทศไทยที่ไม่ได้กระทำต่อพี่น้องชาวมุสลิมเช่นนั้น ซึ่งเป็นการตอบข้อสงสัยหรือหวาดหวั่นว่าจะเกิดความรุนแรงขึ้นในประเทศไทยในทำนองเดียวกันได้หรือไม่ กระนั้นก็ตาม สำหรับกรณีแรกที่ ดร.ศราวุฒิวิเคราะห์เอาไว้ก็คือ มีชาวต่างชาติไปร่วมฝึกก่อการร้ายกับไอเอส แล้วกลับไปต่อต้านรัฐบาลหรือก่อเหตุรุนแรงขึ้นในประเทศของตน คำถามสำหรับประเทศไทยจึงมีว่า ณ เวลานี้ มีคนในชาติลักลอบไปร่วมฝึกฝนกับไอเอสหรือไม่ หรือแม้กระทั่งว่า หน่วยงานด้านความมั่นคงของไทยได้ดำเนินมาตรการอะไรบ้างในการสำรวจตรวจตราความเชื่อมโยงต่างๆ เพราะถึงอย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่า ประเทศไทยขึ้นชื่อว่าเป็นทางผ่าน หรือแม้แต่แหล่งพักพิงของนานาชาติ ซึ่งอาจจะรวมถึงผู้ไม่หวังดีบางกลุ่มด้วย แม้ไทยจะไม่ใช่คู่ขัดแย้งใดๆ แต่ก็ใช่ว่าจะวางใจได้เสียทีเดียว
เหตุการณ์ระเบิดที่สี่แยกราชประสงค์เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2558 คร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ไป 20 คน แม้รัฐบาลจะพยายามยืนยันว่าเป็นการกระทำของผู้เสียประโยชน์จากการค้ามนุษย์ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับอุยกูร์ หรือขบวนการก่อการร้ายใดๆ แต่กระนั้นรูปแบบการก่อเหตุ ผู้ต้องหาชาวต่างชาติที่ใช้หนังสือเดินทางปลอม หรือแม้แต่ลักษณะของการประกอบระเบิดสามารถเทียบเคียงได้กับวิธีการของกลุ่มก่อการร้ายในตะวันออกกลาง การก่อการร้ายที่ปารีสเมื่อวันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ทางการฝรั่งเศสพบหลักฐาน 3 อย่างที่คล้ายคลึงกับเหตุระเบิดที่กรุงเทพฯ ได้แก่ ระเบิดทีเอทีพี ซึ่งได้จากการประกอบภายในประเทศ พบเศษหัวนอตในที่เกิดเหตุ และพบหนังสือเดินทางปลอมของ 2 เล่ม ทั้งหมดนี้ ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ในทุกวันนี้รูปแบบการก่อเหตุร้ายระดับวินาศกรรมมาจาก “โมเดล” เดียวกัน
มาตรการด้านความปลอดภัย นับตั้งแต่การข่าวไปจนถึงเครื่องใช้ไม้สอยและบุคลากรที่มีคุณภาพ จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่สุดที่ประเทศไทยจะต้องเตรียมเอาไว้ให้พร้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ได้เรียกประชุมหน่วยงานความมั่นคงขึ้นเมื่อวันจันทร์ที่ 16 พฤศจิกายน เพื่อกระชับมาตรการต่างๆ ซึ่งมีคำยืนยันว่า พล.อ.ประวิตรได้สั่งการไว้ตั้งแต่ชั่วโมงต้นๆ หลังเหตุการณ์ กระนั้น แม้ว่าจะยังไม่พบสัญญาณใดๆ ว่าจะเกิดเหตุร้ายแรงขึ้นในประเทศไทย แต่ทั้งหลายทั้งปวงก็เป็นเรื่องประมาทไม่ได้ทั้งสิ้น เหตุการณ์เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม คือบทเรียนสำคัญที่บอกให้รู้ว่า ความบกพร่องของมาตรการกลั่นกรองคนร้าย เหตุใหญ่ล้วนมาจากปัญหาคอร์รัปชั่น ซึ่งก็คือมาจาก “คน” นั่นเอง ตรงนี้จึงน่าจะเป็นจุดเปราะบางที่สุด ที่รัฐบาลไม่ควรมองข้ามโดยเด็ดขาด



