คอลัมนิสต์

จัดการอย่างเป็นธรรม

จัดการอย่างเป็นธรรม

16 พ.ย. 2558

จัดการอย่างเป็นธรรม : บทบรรณาธิการประจำวันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน 2558

            ในสถานการณ์ภัยธรรมชาติ ดูเหมือนว่า ประชาชนในระดับฐานรากหรือผู้ที่ควรจะเป็นเจ้าของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรอบตัว กลับกลายเป็นกลุ่มคนที่ต้องเสียสละเพื่อส่วนรวมแทบทุกครั้งไป เพราะภายใต้การบริหารจัดการทรัพยากรโดยอำนาจรัฐส่วนกลาง ซึ่งมักวางน้ำหนักก่อนหลังหรือจัดลำดับความสำคัญไว้กับกลุ่มคนที่ถูกขนานนามว่า “เสียงดัง” อย่างเช่น เหตุการณ์มหาอุทกภัย ที่รัฐเลือกการพร่องน้ำสู่พื้นที่เกษตรกรรมก่อนที่จะบ่าเข้าท่วมเขตเมือง ย่านพาณิชยกรรมและนิคมอุตสาหกรรม หรืออย่างล่าสุด ภัยแล้งที่กำลังเริ่มต้นวิกฤติการณ์บริหารจัดการน้ำทันทีที่สิ้นสุดฤดูฝน ข้อถกเถียงจากภาครัฐโดยเฉพาะคณะกรรมการต่างๆ ที่รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรงล้วนมุ่งไปที่ประเด็นน้ำกินน้ำใช้ เพราะสรุปได้ว่า นับจากนี้ต่อไปอีกอย่างน้อย 7-8 เดือน ถือเป็นเรื่องป่วยการที่จะแบ่งปันน้ำไปเพื่อการเพาะปลูก

            กิจกรรมหนึ่งที่ภาครัฐนำมาใช้เยียวยาผู้ประสบภัยแล้งในภาคเกษตรกรรมก็คือการแนะนำและสาธิตการเพาะปลูกพืชทนแล้ง ใช้น้ำน้อย และราคาดี ซึ่งก็ไม่มีหลักประกันอะไรว่า ชาวบ้านจะยินยอมทำตามนโยบายของรัฐบาล เพราะนอกจากพวกเขาจะไม่มีความรู้ความเชี่ยวชาญกับพืชต่างชนิดที่เคยทำมาตลอดชีวิตแล้ว การหาตลาดก็ยังถือเป็นเรื่องของอนาคตที่ใช่ว่าจะมีความแน่นอนตายตัว เหมือนสินค้าประเภทอื่นๆ ขณะที่มาตรการห้ามทำนาปรังในเขตชลประทานเหมือนที่เคยใช้มาเกือบทุกปี ก็เข้มข้นขึ้นถึงขั้นสั่งปิดประตูระบายน้ำ และออกคำสั่งไม่ให้ชุมชนรวมตัวกันจัดการน้ำ ซึ่งกรณีนี้ก็กำลังจะเป็นปัญหาใหญ่ในหลายพื้นที่ คือนอกจากเกษตรกรจะทะเลาะเบาะแว้งกันเองเพราะแย่งน้ำกันใช้อย่างในอดีตแล้ว พวกเขายังพร้อมที่จะเข้าเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่รัฐ หรือพูดอีกอย่างก็คือ เข้าร่วมสงครามแย่งชิงน้ำ

            เหตุที่จะทำให้เกิดการกระทบกระทั่งกันขึ้นได้ ก็เพราะว่า อย่างแรกคือ เกษตรกรไม่คุ้นเคยกับอาชีพใหม่ ที่เสมือนรัฐบังคับให้ทำ สุดท้ายก็จะต้องหันมาเพาะปลูกพืชที่ตนเองถนัด นอกจากนี้ในบางพื้นที่ เกษตรกรยังเพาะปลูกพืชอายุยืน ที่ต้องใช้น้ำหล่อเลี้ยงตลอดเวลา ไม่มีทางที่จะปรับเปลี่ยนไปปลูกอย่างอื่น ถ้าขาดน้ำก็จะทำให้เกิดความเสียหายขึ้นทั้งหมด และจะต้องใช้เวลาอีกยาวนานกว่าจะฟื้นฟูขึ้นมาได้ นับเป็นมหันตภัยที่ไม่แตกต่างจากน้ำท่วมสักเท่าไร ขณะเดียวกัน เกษตรกร ชาวบ้านฐากรากก็อาจจะรู้สึกไปได้ว่า รัฐบาลบริหารจัดการน้ำอย่างไม่เป็นธรรม เพราะการปิดประตูน้ำระหว่างทางเพื่อลำเลียงน้ำไปใช้ผลิตน้ำประปา และรักษาระบบนิเวศเพียงด้านเดียวนั้น อาจจะเป็นการสำรองเอาไว้จนเกินจำเป็นหรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่รัฐบาจะต้องตอบคำถามกันอย่างละเอียด แบบลงลึกกันเป็นรายวันของการจัดการน้ำจากทุกแหล่งที่มีอยู่

            อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า ทุกภาคส่วนในสังคมย่อมเข้าใจตรงกันตามที่รัฐบาลประกาศออกมาว่า การบริหารจัดการน้ำตลอดช่วงฤดูแล้ง 7-8 เดือนนี้ จะระบายน้ำจากอ่างเก็บของน้ำเขื่อนต่างๆ เพื่อการใช้สอยและดื่มกิน และเพื่อรักษาระบบนิเวศเท่านั้น เพราะถึงอย่างไร เมื่อเกิดวิกฤติขึ้นมาจริงๆ ก็ต้องมองเรื่องความมั่นคงทางปัจจัยการดำรงชีพเป็นลำดับต้นๆ หากแต่ปัญหาตอนนี้ก็คือ หน่วยงานภาครัฐภาครัฐจะต้องคำนึงถึงความเป็นธรรมที่เกษตรกรควรจะได้รับการจัดสรรน้ำไปใช้ได้บ้างตามสมควรหรือไม่ ซึ่งถ้ายืนยันกันด้วยตัวเลขอย่างละเอียดก็ไม่น่าจะมีปัญหาเรื่องความชอบธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะต้องทำให้เห็นว่า การบริหารจัดการทรัพยากรเป็นไปอย่างโปร่งใส ไม่ได้มุ่งเอาใจกลุ่มคนที่ใช้น้ำกันอย่างสุรุ่ยสุร่าย อยู่สุขสบายกันในเมือง