
ต้องยึดโยงประชาชน
ต้องยึดโยงประชาชน : บทบรรณาธิการประจำวันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน 2558
การเขียนบทบัญญัติบริหารประเทศ โดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ชุดของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เดินมาถึงประเด็นที่สังคมให้ความสนใจเป็นพิเศษอันว่าด้วยที่มาของนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีแนวโน้มว่าคณะกรรมการจะเห็นตามอนุกรรมการศึกษาโครงสร้างฝ่ายบริหารที่กำหนดให้ทุกพรรคการเมืองซึ่งจะส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งต้องเสนอชื่อบุคคลที่จะสนับสนุนให้มาเป็นนายกรัฐมนตรีต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องลงสมัครรับเลือกตั้ง หรือว่าสังกัดพรรคการเมืองนั้น ทั้งนี้ ก็ด้วยเจตนารมณ์ที่ต้องการให้บุคคลที่ได้รับการสนับสนุนให้เป็นผู้นำประเทศปรากฏตัวออกมาอยู่ในที่สว่าง ที่สำคัญก็คือ ประชาชนผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งจะสามารถตัดสินใจได้ว่า จะให้ใครมาเป็นนายกรัฐมนตรีไปพร้อมกับการลงคะแนนสนับสนุนพรรคการเมืองนั้นให้ได้ที่นั่งข้างมากในสภา
บทบัญญัติดังกล่าวมานั้นได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะมีเสียงคัดค้านจากนักการเมือง 2 พรรคใหญ่ทั้งประชาธิปัตย์ และเพื่อไทย ถึงขนาดระบุกันว่า เป็นแนวทางการเขียนรัฐธรรมนูญด้วยวิธีวิตถาร เพียงเพราะหวังจะแก้ปัญหาความวิตถารในอดีต โดยเฉพาะการนำบุคคลอื่นที่ไม่ใช่หัวหน้าพรรคการเมืองหรือคนในพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งมาเป็นนายกรัฐมนตรี กระนั้น พรรคเพื่อไทยยืนยันว่า ในอดีตที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีหลังเลือกตั้ง ซึ่งแม้จะไม่ได้เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แต่ก็ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งหมายเลข 1 ในระบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งในจุดนี้นี่เองที่พรรคประชาธิปัตย์หยิบยกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์ด้วย นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่า แม้ทั้งสองพรรคจะไม่เห็นด้วยกับระบบการเลือกตั้งแบบจัดสรรปันส่วนผสม แต่ในรายละเอียดพวกเขาก็ยังเห็นแตกต่างกันออกไป นั่นจึงเท่ากับว่า แล้วแต่ว่านักการเมืองจะมองหรือวิเคราะห์ไปในวิถีของตนอย่างไรด้วย
ในอดีตการเขียนรัฐธรรมนูญภายหลังการรัฐประหารมักจะถูกจับตามากเป็นพิเศษในประเด็นของการสืบทอดอำนาจ อย่างเช่น การบัญญัติเปิดทางเอาไว้ให้ทหารหรือผู้มีอำนาจขณะนั้นสามารถกลับเข้าสู่อำนาจบริหารได้อีกโดยไม่จำเป็นต้องลงสมัครรับเลือกตั้ง หรือแข่งขันกันตามระบอบประชาธิปไตย และสุดท้ายก็ชุบมือเปิบรับเทียบเชิญเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี ในขณะที่พรรคเล็กพรรคน้อยก็รวมตัวกันเป็นพรรคพันธมิตรพร้อมให้การสนับสนุนนายกรัฐมนตรีคนนอกที่มีพรรคแกนนำเชิดขึ้นมา สภาพอย่างนั้นก็ไม่ต่างกับพรรคนอมินีของพรรคใหญ่ ซึ่งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดนี้เกรงว่าจะเกิดขึ้น แต่เมื่อดูตามแนวทางที่ปรากฏออกมากลับมีแนวโน้มว่า คณะกรรมการจะทำให้เกิดสภาพย้อนอดีตเสียเอง คือรัฐบาลผสมหลังเลือกตั้งขาดเอกภาพ ขณะที่อำนาจสูงสุดกลับตกอยู่กับบุคคลหรือกลุ่มคนนอกระบบพรรคการเมือง
ถึงอย่างไร คณะกรรมการก็จะต้องรับฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างรอบด้าน แม้ว่าในฝ่ายของนักการเมืองจะมีผลประโยชน์โดยตรงในสนามเลือกตั้ง และเกมการช่วงชิงอำนาจทั้งในฝ่ายนิติบัญญัติและบริหารก็ตาม แต่ก็ใช่ว่าเป็นเสียงนกเสียงกาเสียทั้งหมด เพราะถึงอย่างไรความเห็นนั้นก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ที่คณะกรรการร่างรัฐธรรมนูญจะออกนอกแนวนี้ไปไม่ได้ เพราะไม่ว่าจะคิดประดิษฐ์บทบัญญัติเพื่อตอบโจทย์การแก้ปัญหาการเมืองในอดีตออกมาอย่างไร สุดท้ายแล้ว ถ้าไม่ยึดโยงกับประชาชน ประเทศชาติก็จะไม่สามารถเดินหน้าต่อไปอย่างที่หวังกันเอาไว้ได้



