คอลัมนิสต์

พระอาทิตย์ขึ้นที่ตะวันตก

พระอาทิตย์ขึ้นที่ตะวันตก

13 พ.ย. 2558

พระอาทิตย์ขึ้นที่ตะวันตก : โดยวิธีของเราเอง โดยไพฑูรย์ ธัญญา

              แม้ว่าผลการนับคะแนนยังไม่เป็นที่เรียบร้อย และยังไม่มีประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ แต่เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า พรรคเอ็นแอลดีของออง ซาน ซูจี ได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้นสำหรับการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ของพม่าในปี 2515 ออง ซาน ซูจี มั่นใจว่าพรรคของเธอจะได้รับชัยชนะไม่น้อยกว่า 75 เปอร์เซ็นต์ นั่นแสดงให้เห็นว่า โอกาสทองของพรรคเอ็นแอลดีได้มาถึงแล้ว และนี่คือโอกาสทองของคนพม่าทั้งประเทศด้วยเช่นกัน

              นักวิเคราะห์ทางการเมืองทั้งชาวไทยและต่างประเทศต่างวิเคราะห์ผลการเลือกตั้งในพม่าด้วยมุมมองที่หลากหลาย สิ่งหนึ่งที่นักวิเคราะห์เหล่านี้ชี้ตรงกันคือ การเมืองในพม่าได้มาถึงจุดเปลี่ยนอย่างแท้จริง แม้ว่าสถานการณ์ข้างหน้ายังต้องเผชิญกับอุปสรรคนานาประการ แต่วันนี้แสงตะวันแห่งประชาธิปไตยก็ได้ฉายฉานขึ้นในประเทศเพื่อนบ้านด้านตะวันตกของเราเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

              สำหรับคนพม่าทั้งปวง ผมคิดว่านี่คือรุ่งอรุณแห่งความหวังของพวกเขา ประวัติศาสตร์การเมืองพม่ายุคใหม่ เต็มไปด้วยหยดเลือดและคราบน้ำตา การปิดกั้นและบีบบังคับ พวกเขาเฝ้ารอคอยวันเวลาเช่นนี้มานานแสนนาน แต่การเปลี่ยนแปลงย่อมเกิดขึ้นเสมอ และการเปลี่ยนแปลงนั้นย่อมทำให้คนเรามีความหวัง

              สำหรับคนพม่า นี่คือการฟื้นตื่นจากการนอนหลับมายาวนาน จึงไม่แปลกที่เราได้เห็นสถิติจำนวนผู้มาใช้เสียงเลือกตั้งเกินกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ การเลือกตั้งครั้งนี้ มีความหมายสำหรับชาวพม่า มากกว่าเป็นภารกิจที่จะต้องไปใช้สิทธิ์ใช้เสียงตามกฎหมาย เพราะมันหมายถึงว่า คะแนนโหวตจากปลายปากกาของพวกเขา จะมีส่วนในการพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์การเมืองของพม่า มันหมายถึงการกำหนดอนาคตและชะตากรรมของพี่น้องชาวพม่าทั้งมวล

              ต่างจากการเลือกตั้งในประเทศไทยในรอบหลายปีที่ผ่านมา ที่คนส่วนใหญ่ออกไปเลือกตั้งเพื่อไม่ให้ผิดกฎหมาย แต่ความกระตือรือร้นในการออกใช้สิทธิ์ใช้เสียงแทบไม่มี แม้จะไม่มีการสำรวจและแสดงให้เห็นในเชิงสถิติอย่างเป็นทางการ แต่เราสามารถรับรู้ได้ว่า การที่คนไทยส่วนหนึ่งออกไปใช้เสียงเลือกตั้ง มันเกิดจากการกระตุ้นและจัดตั้งของบรรดาพวกหัวคะแนน อีกส่วนหนึ่งมาจากการต้องปฏิบัติตามกฎหมาย คงมีจำนวนน้อยเท่านั้นกระมังที่ออกไปเลือกตั้งด้วยสำนึกและอารมณ์ที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่า หนักไปกว่านั้น วิกฤติทางการเมืองครั้งแล้วครั้งเล่า ได้เป็นตัวทำลายสำนึกทางการเมืองของประชาชนคนไทยไปเกือบหมด ทุกคนมองการเมืองในระบบเลือกตั้งเป็นลบ มองนักการเมืองว่าเป็นพวกฉ้อฉล เลวร้าย และเข้าไปสู่เวทีการเมืองด้วยหวังผลประโยชน์ส่วนตัว มากกว่าทำไปเพื่อส่วนรวมอย่างแท้จริง แทบไม่น่าเชื่อว่า “การเล่นการเมือง”  ของนักการเมืองไทย ได้ฉุดให้คนไทยตกอยู่ในหุบเหวของความสิ้นหวังและเสื่อมศรัทธาต่อการเมืองอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน การเมืองไทยได้ทำลายตัวมันเองอย่างเบ็ดเสร็จ การที่คนไทยหันหลังให้ระบบการเมืองแบบเลือกตั้ง แล้วหันมาชื่นชมกับการเมืองแบบรวบอำนาจอย่าง

              เบ็ดเสร็จโดยกลุ่มนักการทหาร มันเป็นผลสะท้อนที่ให้เห็นความหายนะของการเมืองไทยอย่างที่นักนิยมประชาธิปไตยทั้งหลายไม่อาจเข้าใจได้

              การเมืองของเราจึงเป็นการถอยหลังเข้าคลองและเข้าสู่ภาวะถดถอยอย่างเห็นได้ชัด การร่างรัฐธรรมนูญในแต่ละครั้งจึงต้องมาเพ่งพะวงอยู่กับการหาวิธีการและมาตรการจัดการ ควบคุมนักการเมืองเลว จนลืมไปใส่ใจหลักการทั่วไปอันพึงมีของการร่างรัฐธรรมนูญ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญจึงไม่ต่างจากชาวนาที่คอยคิดหาเครื่องมือสารพัดเพื่อมาไล่ฝูงนกที่มารุมกินเม็ดข้าวในนา และเพื่อพบคำตอบในที่สุดว่า มันยังใช้ไม่ได้อยู่ดี

              ผมไม่อยากเปรียบเทียบการเมืองของไทยกับพม่าแบบเจาะจงเท่าไหร่นัก ด้วยภูมิหลังทางประวัติศาสตร์และบริบททางสังคมมันแตกต่างกัน การที่คนพม่าหันมาตื่นเต้นและลิงโลดกับการเลือกตั้งในครั้งนี้ มันย่อมมีที่มาที่ไปที่สามารถอธิบายได้ และการที่คนไทยหันมาชื่นชมอำนาจเผด็จการในวันนี้ มันก็เนื่องมาจากเหตุปัจจัยที่เรารับรู้กันดีอยู่ แต่กระนั้นมันก็อดที่จะเปรียบเทียบไม่ได้อยู่ดี เพราะสำหรับชาวพม่า เรามองเห็นอนาคตและความหวังของพวกเขา แต่สำหรับการเมืองไทยในวันนี้ เราแทบจะมองไม่เห็นความหวังใดๆ ว่ามันจะมีโอกาสไปสู่วิถีประชาธิปไตยแบบอารยะได้อย่างไร ทั้งที่เราได้ออกเดินทางมานานมากแล้ว

              มองการเมืองพม่ากับการเมืองไทยในวันนี้ จึงไม่ผิดนักหรอกที่จะอุปมาเล่นๆ ว่า วันนี้พระอาทิตย์ได้หันไปขึ้นทางทิศตะวันตก และดันมาตกอยู่ทิศตะวันออก ทุกสิ่งทุกอย่างมันดูตรงข้ามและกลับทิศผิดทางอย่างไรพิกล แต่นี่ก็ไม่ใช่สิ่งที่เราจะต้องมาฟูมฟายหรือสิ้นหวัง ตอนนี้คนไทยอย่างเราๆ ก็คงได้แต่เฝ้ารอคอย

              รอว่าอีกไม่นาน รุ่งอรุณแห่งความหวังจะหวนกลับมาฉายฉานยังท้องฟ้าฟากตะวันออกของเราอีกครั้งหนึ่ง