
จีน-ไต้หวันพี่น้องจูบปากกัน
จีน-ไต้หวันพี่น้องจูบปากกัน : โลกสาระจิปาถะ โดยกวี จงกิจถาวร
คนที่ไม่คุ้นเคยกับการเมืองจีน-ไต้หวัน จะรู้สึกตื่นเต้นกับการพบปะครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างนายสี จิ้นผิง กับนายหม่า อิง จิ่ว (เจอกันในฐานะเป็นคนจีน ไม่ใช่ในฐานะผู้นำ) ที่สิงคโปร์ในวันเสาร์
สำหรับคนที่ติดตามการเมืองของสองประเทศนี้จะรู้ดีว่า มันเป็นเกมการเมืองระดับเทพที่ต้องใช้สองประธานาธิบดีมาเล่นเป็นตัวประกอบ
ต่างฝ่ายต่างได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่า
สำหรับฝ่ายไต้หวัน ประเด็นแรกคือ ประธานาธิบดีหม่าต้องการแสดงถึงผลงานตัวเองในรอบ 8 ปีที่ผ่านมาว่า เขาได้มีส่วนทำให้สัมพันธ์ระหว่างจีน-ไต้หวันได้พัฒนาไปไกลมากในทุกๆ มิติ โดยเฉพาะทางการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และการติดต่อไปมาระหว่างประชาชนของสองฝั่งช่องแคบไต้หวัน จนทำให้เกิดความรู้สึกว่าไต้หวันกำลังถูกจีนซื้อ
ประเด็นที่สองคือ กลางเดือนมกราคมปีหน้า ไต้หวันจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีอีกครั้งหนึ่ง ผู้ท้าชิงพรรคฝ่ายค้าน นางไช่ อิงเหวิน นักการเมืองปากกล้าคนนี้ กำลังมาแรง มีคะแนนนิยมนำมากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ เหนือนายอีริก ชู จากพรรคก๊กมินตั๋งของประธานาธิบดีหม่า ทำให้พรรคต้องพยายามหามาตรการต่างๆ ที่สร้างแรงผลักดันให้อีริกได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นมา
สำหรับจีนมีความต้องการอยู่สองเรื่อง คือ หนึ่ง ตอกย้ำสาระข้อตกลงปี 1992 (The 1992 Consensus) ว่า ประเทศจีนมีเพียงจีนเดียว แต่มีระบบที่แตกต่างกันสองระบบ ก่อนหน้านี้ไม่มีปัญหา เพราะประธานาธิบดีหม่ายอมรับข้อตกลงนี้โดยบริบูรณ์ ต่างฝ่ายต่างถือการตีความของประเทศตัวเองว่ามันมีความหมายอย่างไร พูดง่ายๆ ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งจีน แต่มีระบบการเมืองที่ต่างออกไปต่างจากฮ่องกงที่อยู่ในอาณัติจีน
ประเด็นที่สองที่ต้องการคือ ผู้นำจีนอยากเตือนผู้ท้าชิงนางไช่ว่า อนาคตจีน-ไต้หวันขึ้นอยู่กับการยอมรับข้อตกลงฉบับนี้
ฝ่ายนางไช่ เป็นที่รู้กันว่า เธอยังบอกว่าตัวเธอและพรรคยังไม่ยอมรับข้อตกลงนี้ ทำให้เกิดความสับสนขึ้นมา จีนเคยขู่ว่าจะใช้กำลังถ้าไต้หวันประกาศอิสรภาพ ตอนหลังไม่พูดถึงประเด็นนี้
ครั้งนี้ฝ่ายจีนมีท่าทีดีมากๆ ได้เสนอช่วยไต้หวันในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ
และอนุญาตให้ไต้หวันได้มีพื้นที่แสดงความเป็นตัวตนมากขึ้นในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ ที่ผ่านมารัฐบาลจีนกีดกันมาก ไม่ให้ใไต้หวันมีหน้ามีตามากเกินไป เช่นในเวทีขององค์การสหประชาชาติ เป็นต้น ก่อนหน้านี้จีนยอมให้ไต้หวันเข่าร่วมกิจกรรมของยูนิเซฟ
ประธานาธิบดีสียังได้ให้คำมั่นสัญญาว่า จะยอมให้ไต้หวันเข้าร่วม
ธนาคารพัฒนาการลงทุนโครงสร้างเอเชีย (Asia Infrastructure Investment Bank) ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ไม่ยอมรับ และเปิดโอกาสให้ไต้หวันเข้าร่วมโครงการ “หนึ่งเขต หนึ่งเส้นทาง” (Belt and Road Initiative) ซึ่งจะเป็นประโยชน์โดยตรงต่อภาคธุรกิจไต้หวัน
แน่นอนที่สุด จีนต้องการเห็นพรรคก๊กมินตั๋งชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีเพื่อให้นโยบายที่มีมานานตั้งแต่ปี 2008 คงอยู่ต่อไป เพราะมันจะสร้างเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวันและป้องกันไม่ให้สหรัฐอเมริกาเข้ามายุ่งเกี่ยว
ในกรณีนางไช่ ฝ่ายค้านไต้หวัน ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคนต่อไป มีหวังสายสัมพันธ์จีน-ไต้หวันต้องเกิดวิกฤติปัญหาแน่นอน เพราะเธออยากเห็นไต้หวันเป็นจีนอิสระไม่ขึ้นกับแผ่นดินใหญ่ เธอไม่ยอมรับนโยบายจีนเดียวที่มีสองระบบแบบฮ่องกง
จึงไม่แปลกที่ประธานาธิบดีสีเข้าหาไต้หวัน เขามีความเข้าใจไต้หวันมากกว่าผู้นำจีนอื่นๆ เพราะเคยเป็นผู้ว่ามณฑลฝูเจี้ยนมาก่อน ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับเกาะไต้หวันพอดี มีคนไต้หวันเข้ามาเที่ยวและหาญาติเป็นจำนวนมากในแต่ละปี
ไทยเราควรใช้โอกาสในช่วงทั้งสองจีนพยายามเข้าหากัน ขยายพื้นที่ความร่วมมือเศรษฐกิจการค้าการลงทุนระหว่างไทยกับไต้หวัน นักลงทุนไต้หวันตอนนี้ย้ายทุนจากไทยเข้าไปในเวียดนามและอินโดนีเซียมานานหลายปีแล้ว ส่วนสิงคโปร์ได้ขยายกรอบการค้าเสรีกับไต้หวันและจีนเรียบร้อยไปแล้ว ซึ่งไทยน่าจะทำได้
น่าสนใจมากคือ บทบาทสิงคโปร์มีค่อนข้างมาก ทั้งๆ ที่มีนโยบายเข้าหาสหรัฐอเมริกา
ในกรณีการพบปะสี-หม่า แสดงให้เห็นถึงความสามารถการทูตสิงคโปร์ที่ “วิน-วิน” เสมอ ผู้นำไทยและกระทรวงการต่างประเทศน่าจะศึกษาประเด็นนี้



