
40ปี'ระบบด๊องท์'ในไทย
40ปี'ระบบด๊องท์'ในไทย : กระดานความคิด โดยบางนา บางปะกง
เวลาใดก็ตามที่มีการร่างรัฐธรรมนูญ เรื่องระบบเลือกตั้ง จะได้รับการถกเถียงกันมากที่สุด อย่างล่าสุด อาจารย์มีชัยกับอรหันต์ร่างรัฐธรรมนูญ พยายามชงสูตรเลือกตั้ง “ระบบจัดสรรปันส่วนผสม” เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้ทุกพรรคการเมือง
แต่ก็มีเสียงวิจารณ์กันขรม บางคนตั้งชื่อว่า “ระบบเลือกตั้งจัดสรรปันส่วนตามความนิยม" คือคล้ายระบบแบบ “สัดส่วนผสม” หรือที่เรียกกันว่า “เลือกตั้งแบบเยอรมัน” ที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดที่มี บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธานเคยเสนอมา
วันก่อน วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์สื่อเรื่องสูตรจัดสรรปันส่วนพร้อมยกตัวอย่างการร่างรัฐธรรมนูญ 2517 ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรี ได้รณรงค์ให้เลือกตั้งระบบด๊องท์ (d’Hondt) แบบเยอรมันตะวันตก ที่เสนอว่าทำอย่างไรให้คะแนนเสียงที่แพ้ นำมาคิดเป็นสัดส่วน
อาจารย์วิษณุยังพูดอีกว่า เรากำลังนำแนวคิดนี้มาใช้ในการจัดสรรปันส่วน แต่ไทยกำลังไปไกลกว่าสัดส่วนที่เขาใช้กันในยุโรปแต่อยู่ใต้ตรรกะเดียวกันคือเคารพคะแนนเสียงที่แพ้
เมื่อรองนายกฯ วิษณุ เอ่ยถึง “ระบบด๊องท์” (d’Hondt) เมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว เลยต้องไปค้นหนังสือเก่า และก็พบหนังสือพิมพ์ ประชาชาติรายสัปดาห์ ฉบับวันที่ 13 ธันวาคม 2516 ที่มีรายงานพิเศษเรื่อง “คนไทยเลือกตั้งแบบเยอรมันกันแล้ว”
ในรายงานข่าวชิ้นนั้น กอง บก.ประชาชาติ บรรยายภาพในที่ประชุมคณะกรรมการเลือกตั้งว่า “ระบบการเลือกตั้ง d’Hondt เป็นต้นเหตุแห่งการขัดแย้งกันในที่ประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งปรากฏในข่าวหน้าหนังสือพิมพ์ว่ารุนแรงถึงขนาดชี้หน้าชี้ตา และขู่เข็ญว่า ถ้าแพ้มติจะมีการลาออกจากกรรมการ กลุ่มผู้ที่ขัดแย้งกันนี้ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ได้แก่ นักวิชาการหนุ่มขั้นดอกเตอร์จากเมืองนอก ซึ่งงัดเอาความรู้ประชาธิปไตยจากตำรามาถกเถียงกันอย่างหน้าดำหน้าแดงทั้งสิ้น”
เดิมทีในการร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.โน้น มีผู้เสนอว่า สภาผู้แทนราษฎร ควรใช้ระบบด๊องท์ (d’Hondt) แบบเยอรมันตะวันตกเข้ามาผสมคือ ส.ส. มาจากการเลือกตั้งที่สมัครเป็นรายบุคคล กับ ส.ส. ที่ใช้ระบบบัญชีรายชื่อ โดยคิดคะแนนรวมจากการเลือกพรรค คือมีลักษณะเป็นการเลือกตั้งแบบสัดส่วน (Proportional Representative System) แต่มีเสียงค้านว่าระบบนี้มีความยุ่งยาก และอาจทำให้ประชาชนสับสน
ดังที่ทราบกัน หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เพียงแค่สองเดือน กระแสประชาธิปไตยไหลบ่าสู่สังคมไทยอย่างรวดเร็ว มีการนำเสนอผ่านหนังสือพิมพ์อย่างหลากหลาย และกลายเป็นการปะทะกันทางความคิดระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่
แต่การเลือกตั้งระบบด๊องท์ หรือเลือกตั้งแบบเยอรมันก็ยังเป็นเรื่องใหม่มากๆ ขนาดนักรัฐศาสตร์รุ่นใหม่ยังไม่เอาด้วย แถมคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ระดับขาใหญ่ ยังขนานนามว่า “ระบบบ๊อง”
ด้านหนึ่งบทบาทของ “ส.ส.อิสระ” หรือ “พรรคผี” ในสภา ชุดการเลือกตั้งปี 2512 มีเรื่องราวฉาวโฉ่ถึงขั้นขายตัวขายเสียงกันในห้องน้ำรัฐสภา หลายคนจึงมีความกังวลว่า การปล่อย ส.ส.ไม่สังกัดพรรค และเลือกแบบระบบด๊องท์ มันจะวุ่นวาย
สุดท้ายคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 2517 จึงมีมติให้ผู้สมัคร ส.ส.ต้องสังกัดพรรคการเมือง และเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทย ที่มีบทบัญญัติให้ผู้สมัคร ส.ส.สังกัดพรรค
ในทางทฤษฎีรัฐศาสตร์ d’Hondt Highest Average เป็นสูตรคิดคะแนน ระบบนี้เป็นแนวคิดของ Victor d’Hondt นักคณิตศาสตร์ชาวเบลเยียม เมื่อ ค.ศ.1899 เป็นระบบการจัดสรรที่นั่งตามการคิดคะแนนเฉลี่ยมากที่สุด
โดยการนำคะแนนเสียงที่พรรคการเมืองแต่ละพรรคที่ได้รับไปหารด้วยจำนวนพรรคการเมืองหรือบัญชีรายชื่อที่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งทั้งหมด แล้วนำผลการหารแต่ละครั้งที่ได้ของทุกพรรคมาจัดเรียงลำดับ ตั้งแต่จำนวนมากที่สุดจนถึงน้อยที่สุด โดยมีการกำหนดตัวหารที่เริ่มต้นด้วย 1 ตามด้วย 2, 3, 4, 5 และต่อๆ ไป กล่าวคือ คะแนนเสียงของแต่ละพรรคที่ได้มา จะถูกหารด้วย 1 ในตอนแรก หลังจากนั้นก็หารด้วย 2, 3, 4 และ 5 ในช่วงต่อไป
อาจกล่าวได้ว่า บ้านเมืองเรา ผ่านการลองผิดลองถูกมาหลายทฤษฎีการเมือง และแทบไม่น่าเชื่อว่ามาถึงวันนี้ เรายังต้องมานั่งเถียงกันเรื่องระบบเลือกตั้งเยอรมัน
หลายคนคงลืมไปแล้วว่า เมื่อ 40 กว่าปีที่แล้ว เราโต้แย้งกันหนักเรื่องระบบด๊องท์ จนเพี้ยนเป็นระบบบ๊อง



