คอลัมนิสต์

กรณีที่พึงระมัดระวัง

กรณีที่พึงระมัดระวัง

10 พ.ย. 2558

กรณีที่พึงระมัดระวัง : บทบรรณาธิการประจำวันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน 2558

              นับเวลาไปข้างหน้าอีกเพียงไม่กี่ปี เด็กหญิงคนหนึ่ง ซึ่งในวันนี้เธอและครอบครัวกำลังตกเป็นข่าวใหญ่ตามสื่อต่างๆ คงเป็นเรื่องยากยิ่งที่จะคาดหมายได้ว่า สภาวะทางจิตใจของเธอในเวลานั้นจะตกอยู่ในอาการเช่นไร เมื่อจู่ๆ เธอก็ค้นพบอดีตของตนเองในวัยไร้เดียงสา อันเปรียบเสมือนนิยายชีวิต หากแต่ได้ถูกบันทึกเอาไว้ในสื่อสาธารณะในรูปแบบต่างๆ แม้ว่า ในห้วงระยะเวลาที่ผ่านไปนานนับเดือน นับปี หรืออาจเป็นสิบปีนั้น เรื่องราวเช่นว่า ไม่เคยก้าวเข้ามาในรอยจำ หรือแม้แต่จะมีใครรอบข้างหรือแม้แต่คนในครอบครัวแพร่งพรายให้ได้รับรู้ เมื่อยามที่เธอเติบโตขึ้นมา และเริ่มเรียนรู้หลากหลายสิ่งรอบตัว รวมไปถึงความรักความอบอุ่นจากคนใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เธอจำเป็นต้องรับรู้กับเรื่องราว อันไม่ควรจะหวนกลับมาทำร้ายจิตใจเธอได้อีก

              คดีการลักเด็กทารกไปจากโรงพยาบาลเมื่อ 4 ปีก่อน ซึ่งเมื่อไม่กี่วันมานี้ สตรีนางหนึ่งซึ่งก็คือผู้ต้องหาที่ลักพาตัวเด็กหญิงไปนั้นได้ปรากฏตัวเป็นข่าวขึ้นมา หลังทำสูติบัตรปลอมเป็นเอกสารหลักฐานส่งเด็กหญิงวัย 4 ขวบเข้าเรียนในชั้นอนุบาล ซึ่งก็น่าจะถือเป็นหน้าที่ของผู้เป็นแม่คนหนึ่งที่พึงกระทำเมื่อบุตรธิดาเข้าวัยเรียน กรณีนี้ถือเป็นเรื่องที่สังคมให้ความสนใจอย่างยิ่งเพราะทารกแรกเกิดที่ไปอยู่กับคนอื่นจนถึงวัย 4 ขวบซึ่งสามารถจำความได้แล้วนั้น ย่อมจะต้องมีความรักและผูกพันกับหญิงที่เลี้ยงดูมา ไม่ต่างไปจากมารดาแท้ๆ ผู้ให้กำเนิด คดีจึงไม่ใช่จะจบลงได้ง่ายๆ เพียงแค่คืนเด็กหญิงกลับสู่อ้อมอกของผู้เป็นแม่แท้ๆ เพราะนั่นจะเท่ากับเป็นการก่อกรรมทำเข็ญที่ไปพรากความรักความอบอุ่นไปจากเด็กผู้ไร้เดียงสา แม้ว่าในโลกของความเป็นจริง หญิงนางหนึ่งอยู่ในฐานะของผู้ต้องหาคดีลักพาทารก หญิงอีกนางหนึ่งคือผู้เสียหายที่ต้องสูญเสียลูกน้อยไปเมื่อ 4 ปีก่อน

              กรณที่เกิดขึ้น ถ้าหากว่ากันตามตัวบทกฎหมายแล้ว หญิงที่ลักพาเด็กทารกไปจากผู้เป็นมารดาที่แท้จริงย่อมจะต้องมีความผิดตามกฎหมายหลายกระทงด้วยกัน ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้ควบคุมตัวไว้เพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนแล้ว หากแต่ในเวลานี้สังคมก็ยังให้ความเห็นใจกับนาง ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะความสงสารเด็กที่จะขาดความรักความอบอุ่นไปในทันที หากว่าทุกอย่างดำเนินไปตามกระบวนการ และครอบครัวของเด็กหญิงรับกลับไปเลี้ยงดูต่อไปในทันที ซึ่งกรณีเช่นนี้ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้ยื่นมือมาเข้ามา พร้อมๆ กับคณะกรรมการสหวิชาชีพที่เข้าไปไกล่เกลี่ยเพื่อให้เรื่องราวจบลงด้วยดี ไม่กระทบกระเทือนจิตใจเด็กมากจนเกินไปกว่าที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสร้างความรักความเข้าใจของสองครอบครัวที่จะดำเนินไปพร้อมกับการบังคับใช้กฎหมายเท่าที่จำเป็น เพราะถึงอย่างไรก็ต้องไม่ลืมว่า หญิงที่ลักพาเด็กไปนั้นมีความผิดฉกาจฉกรรจ์

              “เรื่องจริงยิ่งกว่านิยาย” ดังกล่าวมา คงจะจบลงด้วยดี ด้วยแรงผลักดันจากสังคมที่ทำให้ทุกฝ่ายยื่นมือเข้ามา ร่วมกันหาทางออก หากแต่สิ่งหนึ่งที่จะเป็นบทเรียนของทุกฝ่ายก็คือ กระบวนการนำเสนอเรื่องราว จนกว่าจะนำไปสู่การเยียวยานั้น พบว่า ระหว่างทาง ยังมีความหละหลวมอยู่มาก นั่นก็อาจจะเป็นเพราะว่า การแสดงตัวเข้ามามีบทบาทในคดีของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องนั้นล่าช้ากว่าภาพและข่าวสารที่แพร่สะพัดได้อย่างรวดเร็วเท่าที่ความแรงของอินเทอร์เน็ต และคลื่นความถี่ในอากาศจะอำนวยให้ ซึ่งนั่นก็อาจจะเป็นเรื่องชวนเจ็บปวดยิ่ง เมื่อหลายๆ ส่วนในสังคมร่วมกันประทับรอยแผลไว้ในจิตใจของผู้ไร้เดียงสา และครอบครัว อันควรจะกลับมาอยู่ร่วมกันโดยปกติสุข