คอลัมนิสต์

การฟื้นตื่นของพม่า

การฟื้นตื่นของพม่า

09 พ.ย. 2558

การฟื้นตื่นของพม่า : โดยวิธีของเราเอง โดยไพฑูรย์ ธัญญา

               ถนนทุกสายมุ่งสู่ย่างกุ้ง นี่คงเป็นสำนวนที่เหมาะที่สุดสำหรับการพูดถึงพม่าในช่วงนี้ การเลือกตั้งทั่วไปของพม่ามีขึ้นในวันที่ 8 พฤศจิกายน 2558 ขณะเขียนต้นฉบับนี้ ยังไม่ทราบผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ใครจะเป็นฝ่ายมีชัยเด็ดขาดในการเลือกตั้ง เป็นคำถามที่ไม่สามารถคาดคะเนได้ เนื่องเพราะพม่ายังไม่มีโพลล์สำรวจใดๆ แต่แน่นอนสองพรรคใหญ่ที่ถูกจับตามองมากที่สุด คือ พรรคสหภาพเพื่อความสามัคคีและการพัฒนา (ยูเอสดีพี) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล กับพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ของ ออง ซาน ซูจี การเลือกตั้งในครั้งนี้ถือว่าเป็นประวัติศาสตร์การเมืองหน้าใหม่ของพม่า หลังจากถูกรัฐบาลทหารปกครองประเทศมานานเกือบ 3 ทศวรรษ ผู้นำพรรคฝ่ายค้านอย่าง ออง ซาน ซูจี มีความมาดมั่นว่าพรรคของเธอจะต้องมีชัยในการเลือกตั้ง แม้เธอจะถูกกีดกันไม่ให้เป็นประธานาธิบดีก็ตาม

               แต่ก่อนเมื่อมีการเลือกตั้งในพม่าครั้งใด ผู้สื่อข่าวและนักวิเคราะห์ทางการเมืองมักจะมองว่า มันเป็นการเลือกตั้งแบบเล่นปาหี่ มีการใช้เกมกลและอำนาจต่างๆ นานา จากนักการเมืองในฝ่ายรัฐบาล เพื่อเอาชนะการเลือกตั้ง แต่สำหรับการเลือกตั้งในครั้งนี้ คงต่างไปจากที่ผ่านมาอย่างแน่นอน เพราะนี่คือการฟื้นตื่นขึ้นมาในยุคของข้อมูลข่าวสาร ที่มีสื่อสังคมออนไลน์แพร่ระบาดไปทั่วทุกหัวระแหง การเลือกตั้งครั้งใหม่ในพม่า จึงไม่ต่างอะไรจากการจัดงานเลี้ยงกลางสนามฟุตบอล ที่มีคนนั่งจ้องมองอยู่เต็มอัฒจันทร์ ใครจะทำอะไรแบบไม่ชอบมาพากล คงไม่อาจทำได้อย่างสะดวกสบายอีกแล้ว

               ตลอดเวลาที่ผ่านมา ภายหลังมีการกำหนดวันเวลาในการเลือกตั้งทั่วไปอย่างชัดเจน พรรคการเมืองทั้งสองต่างจัดแคมเปญรณรงค์การเลือกตั้งอย่างคึกคัก ว่ากันว่าสิ่งที่สร้างสีสันให้การรณรงค์หาเสียงระหว่างพรรคการเมืองใหญ่ทั้งคู่มากที่สุด คือ การใช้ดนตรีและเสียงเพลงมาเป็นสื่อในการหาเสียง แคมเปญโฆษณาของแต่ละฝ่ายดูมีสีสันชวนตื่นตาตื่นใจ แต่ละพรรคก็พยายามสร้างสัญลักษณ์ของตนขึ้นมา เพื่อให้โดนใจประชาชน ดนตรีจึงกลายเป็นสิ่งที่มีบทบาทอย่างมากในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคแกนนำทั้งสองพรรคต่างใช้เสียงเพลงและดนตรี ที่คาดว่าจะสร้างแรงบันดาลใจให้ประชาชนหันมาสนับสนุนพรรคของตน ซึ่งบทเพลงเหล่านี้ต่างสอดแทรกอุดมการณ์ทางการเมือง และความคาดหวังต่ออนาคตของประเทศชาติไว้อย่างเข้มข้น พรรครัฐบาลนำเสนอสโลแกนหรือคำขวัญประจำพรรคว่า "Move Forward” หรือ "การก้าวไปข้างหน้า" ซึ่งดูคล้ายๆ กับสโลแกนในการหาเสียงของประธานาธิบดีบารัก โอบามา ในช่วงที่ผ่านมา มีการเผยแพร่คลิปโฆษณาลงในหน้าเว็บเพจ และสื่อต่างๆ เนื้อหาเพลงที่ใช้ในการรณรงค์หาเสียง ตอนหนึ่งกล่าวไว้ว่า “ประเทศของเราได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ขอบคุณแสงแห่งนิรันดร์ของอนาคต” งานนี้เรียกได้ว่า พรรคของประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ทุ่มเต็มที่ ถึงกับลงทุนจ้างนักดนตรีชื่อดังจากวง "แฮ็กการด์" ของเยอรมันมาทำดนตรีและเขียนเพลงให้เลยทีเดียว

               ข้างฝ่ายพรรคคู่แข่ง อย่างพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยของ ออง ซาน ซูจี ก็ทำในสิ่งที่ไม่ต่างกัน แต่ใช้บริการของนักร้องระดับป๊อปสตาร์ของพม่ามาทำ วิดีโอรณรงค์หาเสียงของเธอจึงดูมีสีสันเร้าใจ และให้อารมณ์ของความเป็นชาตินิยมอย่างเต็มตัว เนื้อเพลงบางตอนในวิดีโอประกาศความมุ่งมั่นว่า “เราต้องชนะ... ดูผู้นำของเราสิ...เธอเป็นผู้มีชื่อเสียง” ออง ซาน ซูจี เดินทางไปทั่วประเทศพม่า พร้อมด้วยเสียงเพลงปลุกเร้าที่แสดงถึงความชื่นชมและภาคภูมิใจในความเป็นวีรบุรุษของผู้เป็นบิดา คือนายพลออง ซาน ในฐานะวีรบุรุษผู้ปลดปล่อยประเทศพม่าสู่อิสรภาพ เนื้อเพลงตอนหนึ่งบอกว่า “เรื่องราวชีวิตของคุณ (หมายถึงนายพลออง ซาน) ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ เราประชาชนพม่าจดจำท่านนายพลอองซานไม่รู้ลืม” เรียกได้ว่าเธอใช้ต้นทุนทางประวัติศาสตร์ที่มีค่าอย่างเต็มพิกัด เพื่อหวังกอบกู้วิญญาณประชาธิปไตยจากประชาชนชาวพม่า

               แม้การเลือกตั้งในครั้งนี้จะปลุกประชาชนชาวพม่าให้ลุกขึ้นมาทั้งประเทศ แต่ก็มีคนกลุ่มน้อยจำนวนหนึ่งที่ไม่มีสิทธิหรือเสียงในการใช้สิทธิเลือกตั้งในครั้งนี้ นั่นคือชาวมุสลิมโรฮิงญา ที่ถูกกันออกไปจากระบบการเลือกตั้งของพม่าอย่างสิ้นเชิง นี่เป็นปัญหาทางการมืองในพม่า ที่อาจส่งผลต่อภาพของผู้นำฝ่ายค้านอย่าง ออง ซาน ซูจี ไม่น้อย แม้ว่าโดยกระแสแล้ว คาดว่าพรรคของเธอจะได้รับคะแนนนิยมจากกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เป็นอย่างมาก

               มองการตื่นตัวของประชาชนชาวพม่าในการเลือกตั้งปี 2015 แล้ว เห็นความหวัง ความมุ่งมั่นและทิศทางการเมืองในอนาคตของพม่า นี่เป็นสิ่งที่เราควรแสดงความยินดีกับการก้าวเดินไปสู่ประชาธิปไตยใหม่ในประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าใครจะได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลก็ตาม แต่เชื่อได้อย่างหนึ่งว่า การเมืองของพม่าในวันนี้ได้เปลี่ยนไปแล้ว

               สำหรับชาวไทยเราในวันนี้ ดีที่สุดคือนั่งมองการเลือกตั้งในพม่าด้วยอารมณ์คนละแบบ